• Speech Level Singing Technique
  • อะไรคือ Speech Level Singing Technique
  • อะไรคือ Repertoire ?
  • อะไรคือ Technique Maintenance ?
  • เตรียมความพร้อมของเสียงด้วยแบบฝึกหัด (ขั้นพื้นฐาน)
  • เสียงพูดเสียงจริงที่เป็นธรรมชาติ (Finding True Voice)
  • เสียงจริงที่เป็นธรรมชาติคืออะไร
  • เสียง
  • ธรรมชาติของเสียงมนุษย์
  • ทำไมต้อง Speech Level ? (ระดับเสียงพูด)
  • ครูโรจน์ สอนอะไรในห้องเรียน ?
  • 7 เคล็ดไม่ลับสำหรับนักร้อง
  • 7 วัน ฟัง ฝึก ร้อง
  • ถ้าต้องขึ้นเวที
  • เลือกเพลงอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง

    หลักสูตร Speech Level Singing Technique คิดค้นขึ้นโดย Seth Riggs ครูสอน ร้องเพลงชาวอเมริกัน ที่แหกกฎเกณฑ์เดิมๆ
    ซึ่งมักจะเน้นคำสอนที่วนเวียนอยู่ที่ “ร้องออกจากกระบัง ลม; ร้องต้องเปิดคอ; หรือแม้แต่คำสั่งทับศัพท์ภาษาอังกฤษ Sing in the mask หรือ เวลาร้องต่ำๆ ต้อง Chest Voice ร้องสูงๆ ต้อง Head Voice…” และอีกหลายๆคำสั่งที่เหล่านักร้องฟังแล้วยากที่จะเข้าใจได้ สุดท้ายจบลงที่คำว่า ต้องมีพรสวรรค์ และโอกาสเท่านั้นจึงจะสำเร็จ

    Seth Riggs ไม่ได้ปฏิเสธคำสอนเหล่านั้น เพียงแต่เรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง แล้วสร้างพื้นฐานการใช้เสียงให้เป็นอันดับแรก
    เพราะเหตุผลที่ว่าคำสอนข้างต้นนั้นเป็น “ผลพลอยได้” ของเทคนิคการใช้เสียงที่ดี และเป็นการสร้าง “สำนึก” ให้เหล่านักร้องได้เข้าใจว่า “พรสวรรค์” เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอด้วยความเข้าใจถึงลำดับความสำคัญ และด้วยหลักสูตรที่ดี จึงจะสามารถสร้างพัฒนาการ ความแตกต่าง รวมทั้งเพิ่มพูนพรสวรรค์ในยุคที่ต้องอาศัยความสามารถ และทักษะทางดนตรีเพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์แบบมืออาชีพเพื่อลดปัญหาให้กับโปรดิวเซอร์ และ ผู้คิดค้นงาน ด้วยสไตล์ที่นักร้องเลือกเอง

    Speech Level Singing is a revolutionary vocal training technique that maximizes your vocal abilities in any style of singing. From Opera to Rock; Jazz to Pop or R&B, over 100 Grammy award winners use it. SLS has also been practiced by Academy Award winning actors and industry leaders to perfect their vocal presence and empower them in speech.

    In many cases SLS rehabilitates vocal damage, caused by poor teaching or years of abuse, that could otherwise limit or even end a career, or worse - require continual medical intervention. SLS training will both improve your voice allowing you to sing safely and with greater range.
Top   

อะไรคือ Speech Level Singing Technique
เรียนรู้จากเทคนิค


เป็นการพัฒนาวิธีใช้เสียงโดยเน้นความเข้าใจเบื้องต้นว่า “เสียงเกิดขึ้นและทำงานได้อย่างไร” โดยยึดหลักธรรมชาติที่ว่า
เสียงเกิดจากการทำงานของสายเสียง ไม่ว่าจะเป็นการร้องในโน้ตต่ำๆ แล้วขึ้นไปสูงๆในช่วงเสียงของตัวเรานั้น เกิดจากความเข้าใจ
การปรับระยะการทำงานของสายเสียงอย่างถูกวิธี (Vocal Cord Adjustment) โดยเน้นหลักพัฒนา ณ บริเวณจุดเชื่อมต่อของเสียง
(Bridge or Passagio or Passage Area) ช่วยให้การขยายช่วงเสียงมีความกว้างมากพอ ที่จะรองรับแนวเพลงที่หลากหลาย ตัดปัญหา
ร้องเพี้ยนต่ำ หรือเพี้ยนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นฝึกให้ตำแหน่งของ กล่องเสียง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสายเสียงให้คงความนิ่งไม่มีการขยับตัว
มากเกินไปในขณะที่เปล่งเสียงร้อง และนี่คือการเตรียมพร้อมให้ศิลปิน “ขั้นพื้นฐาน” เพื่อการทำงานที่ง่ายสำหรับ โปรดิวเซอร์

ขั้นตอนการพัฒนาข้างต้นเป็นเพียงแค่ความเข้าใจไม่สามารถเห็นผลได้ จึงจำเป็นต้อง “ฝึกผ่านการทำแบบฝึกหัดพิเศษ
(Special Exercises)”
เพื่อเป็นการหลอกให้กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับเสียง คุ้นเคยกับวิธีการนี้ และต้องทำความเข้าใจระหว่างครูผู้สอน
กับศิลปินในห้องเรียน ดังนั้นแบบฝึกหัดทุกตัว ต้องฝึกผ่านการใช้ Piano จึงจะเข้าใจได้ชัดเจน จากนั้นหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งหมดจึงเป็น
ของศิลปินที่ต้องกลับไปทำแบบฝึกหัดตามคำสั่งของครูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Top   

อะไรคือ Repertoire ?
เรียนรู้จากบทเพลง


การฟังเพลงหลากหลายสไตล์เป็นการสั่งสมข้อมูลที่มีค่าอย่างยิ่ง เพราะคือความจำเป็นอันดับแรกของนักร้อง (Listening skill)
ดังนั้นเพลงที่ต่างสไตล์ ที่ครูให้เป็นโจทย์กับศิลปิน จึงไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนสไตล์ของศิลปิน แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านบทเพลงที่หลากหลาย
ซึ่งได้ทั้งวิธีการร้อง สัดส่วนของ คำร้อง หรือรายละเอียด คำสั้น-คำยาว คำหนัก-คำเบา ที่แตกต่างกันของแต่ละเพลง แต่ละสไตล์ ซึ่งไม่มี
กฎตายตัว / ฝึกการฟัง-ฝึกร้องด้วยเสียงประสาน / การดีไซน์เสียงร้อง เพื่อสร้างเอกลักษณ์ ด้วยเสียงจริงที่เป็นธรรมชาติของศิลปินเอง
และที่สำคัญเป็นการวัดผลวิธีการใช้เสียงจากการเรียนในข้อแรก
Top   

อะไรคือ Technique Maintenance ?
เรียนรู้ ดูแล และรักษา


ศิลปินต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนี้ในขั้นพื้นฐาน (Required) ด้วยความเข้าใจ และมีวินัยในการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้ง
ดูแลสุขภาพโดยรวมด้วยการออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอันตรายต่อเสียง เช่น บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ หรือหลีกเลี่ยงความ
เข้าใจผิดๆในการใช้เสียง และอื่นๆ อีกมากมายล้วนแต่เป็นสำนึกของศิลปินเองทั้งนั้น

จากนั้น....ครูต้องเป็นผู้ให้แบบฝึกหัดที่ใช้ดูแลเสียง โดยเน้นให้นักเรียนเข้าใจถึงความจำเป็นของการ Warm-up ด้วยสระต่างๆ
ผ่านการทำแบบฝึกหัด (Edge or Therapeutic Exercises) เพื่อรักษาสมดุลของกล้ามเนื้อสายเสียง และปริมาณของลมได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งเข้าใจวิธีรักษา และซ่อมเสียงที่ชำรุดจากการใช้งานมากเกินไป เรียกว่า กายภาพบำบัดให้สายเสียง (Vocal Therapy)


ผลจากการดูแลในขั้นตอนนี้ จะทำให้ศิลปินมีเสียงร้องที่ชัดเจน ฟังสบาย ไม่ลำบากในการร้อง เสียงต่ำๆ หรือสูงๆ ด้วยน้ำหนักที่พอดีกับแนวที่เลือก และให้ความรู้สึกทางกายภาพที่ถูกต้อง (Physical Sensation) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากเทคนิคการใช้เสียงที่ดี ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นระบบการหายใจ การใช้ กระบังลม หรือการเปิดคอ ฯลฯ ก็จะเป็นธรรมชาติ และไม่สร้างความกังวลให้กับศิลปินในขณะทำงาน และที่สำคัญ เมื่อศิลปินยืนร้องเพลงอยู่บนเวที ไม่มีเวลาแม้แต่จะคิดถึงบทสอน บทเรียน เพราะมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือ....

“เอาคนดูให้อยู่”
Singers…
Become vocal athletes!
Build strong and beautiful voices by…
Practicing everyday!
Top   

เตรียมความพร้อมของเสียงด้วยแบบฝึกหัด (ขั้นพื้นฐาน)


เพื่อผลของการฝึกที่ชัดเจน
  1. รักษาท่าทางที่ถูกต้อง ยืนอย่างสบาย ไม่งอหลัง ไม่ควรพักเท้าไว้ข้างใดข้างหนึ่ง ยกหน้าอกขึ้นอย่างสง่า
  2. ควรฝึกในสถานที่ที่เงียบ และอากาศบริสุทธิ์
  3. มีทัศนะคติที่เป็นบวกกับหลักสูตร แบบฝึกหัดเหล่านี้ช่วยคุณได้จริงๆ ถ้าฝึกตามคำแนะนำ
    จะสัมฤทธิ์ผลตามความมุ่งหมายอย่างแน่นอน
  4. ตัดความเครียดออกไปให้หมด ทำทุกวิถีทางเพื่อการผ่อนคลาย ถ้าจำเป็นลองหายใจลึกๆ ยืดเส้น ยืดสาย
    หรือแม้แต่การออกกำลังกายที่ทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตคล่องขึ้น และกำจัดอาการเกร็ง (โยคะ น่าจะดี......)
แบบฝึกหัดที่ 1   

บรื๋อ บรื๋อ บรื๋อ, รัว...รั...ว...ลิ้น (รู..ร..ด้วยสระ อู และรูปปากเป็นสระ อู จริงๆ)
Lip Rolls / Tongue Trills or Koo..Koo..Koo..

แบบฝึกหัดที่ 2   


เน เน เน (Nay Nay Nay) ด้วยเสียงที่น่าเกลียดเหมือนเสียงแม่มด แต่ถ้ายังไม่ชัดเจน
หรือฝึกไปแล้วเกิดอาการเจ็บคอ ให้เปลี่ยนเป็น...

นิด นิด นิด (Nid Nid Nid โดยร้องทุกคำให้ สั้น ที่สุด และอย่าใช้วิธีการตะโกน แต่ยังคงรักษา อารมณ์เสียงของแม่มดไว้ให้ได้
เมื่อสามารถทำได้คล่อง แล้วลองกลับไปทำ เน เน เน อีกครั้ง แล้วถ้าคล่องมากขึ้น ให้ทดลองทำ..

แน แน แน โดยแลบลิ้นออกมา ขยับขากรรไกรล่างในขณะที่กำลังเปล่งเสียง เสมือนหนึ่งว่า กำลังสับฟันลงบนลิ้นตัวเอง
ด้วยเสียง แน แน แน ยังคงรักษาอารมณ์เสียงของแม่มดไว้ให้ได้
ย้ำ.! ไม่ใช่เป็นการตะโกน
ย้ำ.! อย่าไถเสียงขึ้นจมูกเด็ดขาด
ย้ำ.! ฝึกปรับระยะการทำงานของสายเสียง (Vocal Cords Adjustment)
ย้ำ.! ฝึกความแข็งแรงของสายเสียง (Building Strength)
ข้อแนะนำในการฝึก

  • ไม่เหมาะกับบางคนที่มีเสียงแหบเรื้อรัง และเด็กผู้ชายที่เสียงเริ่มแตกหนุ่ม
  • เมื่อฝึกต้องพยายามเลียน “เสียงแม่มด” (Witchy Sound) หรือเสียงที่น่าเกลียด (Nasty Sound)
    โดยไม่ไถเสียงขึ้นจมูกและไม่ตะโกน

    ด้วยเหตุผลที่ว่า

    เรากำลังฝึกปรับระยะความสั้น – ยาวของสายเสียงเพื่อความคล่องตัวในการสั่น นั่นคือเมื่อ เสียงต่ำๆ สายเสียงจะหนา และเมื่อต้องการให้เสียงสูงขึ้น จึงต้องฝึกให้สายเสียงยืดตัวออก เราจึงได้ สายเสียงที่บางลง ซึ่งง่ายต่อการสั่นในความถี่ที่เร็วขึ้นเพื่อการร้อง ในตัวโน้ต
    ที่สูงขึ้นไป (อาจลองนึกถึงสายกีตาร์ สายที่ตึงจะให้เสียงที่เล็กและบาง)

    แนวคิดของการเลียนเสียงแม่มด เป็นกลอุบายที่หลอกให้กล้ามเนื้อสายเสียง เกิดความเคยชิน เมื่อถ้าทำอย่างสม่ำเสมอ และ
    ต่อเนื่องโดยไม่เป็น การตะโกนหรือไถเสียงให้ขึ้นจมูก ลักษณะของเสียงก็จะมีความแข็งแรง ขึ้นเป็นลำดับ.....อดทนนะครับ (Be patience)

    • เมื่อมีอาการเจ็บคอ เป็นหวัด หรือไม่สบายไม่ควรฝึกแบบฝึกหัดนี้ และมีข้อจำกัดสำหรับผู้ชายบางคนที่อาจจะทำแบบฝึกหัดนี้
      ได้ไม่ถนัด ให้ปรึกษาโค้ชที่เข้าใจหลักสูตร Speech – Level
    • เมื่อฝึกแล้วมีอาการคอแห้ง แสบคอ หรือเจ็บคอ ต้องลองเช็ควิธีออกเสียงว่า ใช่อารมณ์เสียงแม่มดหรือเปล่า หรือว่าเป็นการตะโกน หรือรีบปรึกษาโค้ช
    • เมื่อฝึกจนคล่องแล้ว ควรฝึกแบบฝึกหัดในกลุ่มต่อไปได้
  • Speech-level singing technique is a “natural” technique in which your voice is:
    • Produced without effort. When you don’t allow the muscles outside your larynx—your outer muscles—to interfere with your tone-making process, your vocal cords are able to more easily balance with your breath flow. Also, when you free your tone- making process, you free your word-making process as well, letting you produce all your words easily and clearly.

    • Balanced in quality. A relaxed and stable larynx results in a stable resonance system in which
      your voice always contains an appropriate balance of top, middle, and bottom harmonic qualities, no matter where in your range you sing.
    ( จากหนังสือ Singing For The Stars by Seth Riggs )

    แบบฝึกหัดที่ 3
       

    มัม มัม มัม (Mum Mum Mum) โดยใช้เทคนิคเลียนเสียงร้องไห้ และ เสียงคราง
    (Cry & Whimper Technique) ซึ่งอาจทดลองทำแบบฝึกหัดดังต่อไปนี้
    (a) mum mum mum, etc.
    (b) guh guh guh, etc.
    (c) go go go, etc.
    (d) gee gee gee, etc.
    (e) koo koo koo, etc.
    (f) no no no, etc.

    ข้อแนะนำในการฝึก

    ทุกตัวของแบบฝึกในกลุ่มนี้ต้องใช้อารมณ์เหมือนการร้องไห้ หรือการคราง การทำเสียงร้องไห้ หรือการครางเป็นการช่วยบังคับให้ตำแหน่งของกล่องเสียงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปกติ แต่ใกล้เคียงกับระดับที่ต้องการคือ Speech Level จึงทำให้การฝึกในแบบฝึกหัดแรก
    ทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากสายเสียงไม่ถูกรบกวนจากกล้ามเนื้อที่ไม่เกี่ยวข้อง และแน่นอนต้องฝึกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ตำแหน่งของ
    กล่องเสียงอยู่นิ่ง จึงทำให้การปรับระยะการทำงานของสายเสียงถูกต้องและเป็นอิสระ แต่ต้องระวัง... การบังคับกล่องเสียงให้ต่ำกว่าปกติด้วยการร้องไห้หรือการคราง เป็นเพียงแบบฝึกหัดเท่านั้นเอง การครางหรือร้องไห้ในบทเพลงมากเกินไป ทำให้คำร้อง
    ไม่ชัดเจนได้
    ดังนั้นเราจึงฝึกผ่านการทำแบบฝึกหัดและเมื่อกล่องเสียงเคยชินกับวิธีการนี้ การรั้งตำแหน่งกล่องเสียงด้วยการร้องไห้ หรือ
    การคราง ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป
    Voice Training:
    • Develops coordination. The first step in training your voice how to function at your speech level,
      is to condition your vocal cords to adjust with your breath flow without interference from your outer muscles. This frees your tone and, consequently, your ability to produce words easily and clearly.

    • Builds strength. Once you have conditioned your outer muscles not to participate in the production of your tone, your vocal cords gradually develop their own independent strength. This allows you to sing louder without your vocal cords needing any “outside” muscular assistance.
    ( จากหนังสือ Singing For The Stars by Seth Riggs )
    Top   

    เสียงพูดเสียงจริงที่เป็นธรรมชาติ (Finding True Voice)


    จากประสบการณ์ที่ได้สอน นักร้อง นักแสดง นักพูด หรือผู้ที่มีอาชีพ การใช้เสียงมาหลายปี เกิดข้อสรุปที่ยากจะปฏิเสธได้ว่า
    ถ้าอยากพัฒนา และคงความสมบูรณ์ของเสียงไว้ และไม่ทำร้ายเสียงตัวเอง ต้องให้ความสำคัญ “เสียงจริงที่เป็นธรรมชาติ” ซึ่งเป็นสิ่ง
    ที่ต้องค้นหาให้เจอก่อน จึงก้าวไปสู่การพัฒนาขั้นต่อไป ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้เสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงแหบ เสียงแห้ง เจ็บคอ ก็จะ
    ไม่เกิดขึ้น เพราะเราเข้าใจ และค้นพบเสียงจริง ที่สำคัญมันคือที่มาของเอกลักษณ์ของเสียงโดยไม่ต้องลอกเลียนใคร หรือสร้างอกลักษณ์
    ของเสียงแบบผิดวิธี ซึ่งอาจเกิดปัญหาภายหลังเมื่อทราบว่าเอกลักษณ์นั้นไม่ใช่เสียงจริงที่เป็นธรรมชาติ นอกจากจะกลายเป็นเอกลักษณ์โดยไม่ได้ตั้งใจแล้ว อาจกลายเป็นความชำรุดของสุขภาพเสียงได้
    Top   


    เสียงจริงที่เป็นธรรมชาติคืออะไร
    • คือเสียงที่ฟังสบาย ไม่ดังหรือเบาจนเกินไป ไม่ทุ้มหรือแหลมจนเกินไป เป็นเสียงที่เปล่งออกมา
      ด้วยคลื่นของการสั่นสะเทือนที่พอดีไม่ว่าจะเป็นเสียงต่ำ เสียงกลาง หรือเสียงสูง
    • คือเสียงที่ไม่สร้างความรำคาญให้ผู้ฟัง และเป็นเสียงที่มีความสมดุลที่พอดีระหว่างลม และสายเสียง
    • คือเสียงที่เกิดจากการทำงานของกระบังลม เพื่อสร้างสมดุลที่ลงตัวให้ระบบการหายใจ ถ้าจะพูดให้เพราะ
      คือเสียงที่อุดมไปด้วยความชุ่มฉ่ำเมื่อได้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นความถี่ย่านต่ำ กลาง สูง เสมือนหนึ่งกำลังฟัง
      เครื่องเสียงสเตอริโอชั้นหนึ่ง ที่ปรับให้เสียงออกทุกลำโพง ไม่ว่าจะเป็น เสียงเบส เสียงกลาง เสียงแหลม
    เสียงจริงที่เป็นธรรมชาตินั้น ไม่น่าจะขาดข้อใดข้อหนึ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้น มิฉะนั้นอาจสร้างปัญหาซึ่งมีทั้งอาการเสียงล้า
    เสียงหาย เสียงแหบ ลุกลามไปถึงอาการเค้นเสียงในขณะที่ต้องร้องหรือพูด และท้ายสุด จบที่อาการสายเสียงบวม และเป็นเม็ดตุ่ม
    ซึ่งต้องพึ่งแพทย์ในการแก้ไข

    เคล็ดลับการป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ทำได้ด้วยการค้นหาเสียงจริง และสร้างความแข็งแรงให้กับเสียงจริงนั้น เพื่อเป็นการประเมินศักยภาพตัวเอง ในการวางกรอบการรับงาน ในกรณีที่ถูกว่าจ้างให้ร้อง; แสดง; พูด ใน Character ต่างๆ นอกจากนั้นยังเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่จะสร้าง Character เหล่านั้น ด้วยความเข้าใจในขีดความสามารถของตัวเอง เพื่อความถูกต้อง ชัดเจน ของเสียงโดยไม่ทำร้ายเสียงของคุณเอง

    สำหรับนักร้องหรือนักพากย์ที่ต้องใช้เสียงกับตัวละคร หรือตัวการ์ตูนที่มี Character เสียงที่ชัดเจน บางครั้งการทำความเข้าใจ
    ในน้ำหนักเสียง อารมณ์ หรือแม้แต่การนำบทร้อง บทพูดเหล่านั้น กลับมาซ้อมก่อนล่วงหน้า 1-2 อาทิตย์ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการบันทึกเสียงจริง และช่วยย้ำความแม่นยำ ในเสียงของตัวละครนั้นๆอย่างถูกต้อง โดยไม่ทำร้ายเสียงของตัวเองในขณะ บันทึกเสียงจริงๆ ซึ่ง
    บางครั้งอาจใช้เวลาหลายๆ ชั่วโมง

    โดยธรรมชาติ การร้อง; การพากย์; การพูดสปอตโฆษณา ซึ่งถูกกำหนดด้วย Character ของเสียง เสี่ยงต่อการทำลายเสียงของ
    ตัวเองอย่างแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมืออาชีพในการใช้เสียง คือการค้นพบ เสียงจริงที่เป็นธรรมชาติ และแน่นอนถ้าคุณต้อง
    ใช้เสียงเป็นเวลานาน ระหว่างพัก ควรกลับมาพูดด้วยเสียงจริงที่เป็นธรรมชาติ คือสิ่งที่ดีกว่า การหยุดพูด ด้วยเหตุผลที่ว่า


    การพูดด้วยเสียงจริงที่เป็นธรรมชาติ
    คือเคล็ดลับการดูแลเสียงที่ดีที่สุด
    มาค้นหาเสียงจริงที่เป็นธรรมชาติกันเถอะ
    Top   
    เสียง

    เมื่อใดที่สมองสั่งงานว่าต้องการใช้เสียงไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด หรือเสียงร้องจะเกิดการเปล่งเสียงขึ้นมาโดยการทำงานของ
    “สายเสียง” และ “ลม” เพราะฉะนั้น 2 ปัจจัยนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการเกิดเสียง เรามาดูว่าทั้ง “สายสียง” และ “ลม”
    มีที่มาที่ไปอย่างไร
    คลิกดูรูป

    “สายเสียง” (เส้นเสียง, กล้ามเนื้อสายเสียง) เป็นกล้ามเนื้อชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงมาก มีที่ตั้งอยู่ภายใน “กล่องเสียง” หรือบางคนเรียกว่า “ลูกกระเดือก” หรือ “กล่องกันชน” อยู่ตรงบริเวณกลางลำคอใต้คางลงมานิดหนึ่ง ข้างในกล่องนี้แหละที่เป็นที่ตั้งของ “สายเสียง”

    เสียง = สายเสียง + ลม


    เสียงที่น่าฟัง, มีชีวิตชีวา, ไพเราะ, ต้องเป็นเสียงที่เกิดจากสมดุลระหว่าง “สายเสียง” และ “ลม” หมายความว่าทั้ง “สายเสียง”
    และ “ลม” ต้องทำงานในปริมาณที่เท่าๆกันไม่มีอะไรมากหรือน้อยกว่ากัน เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่ “สายเสียง” ทำงานหนัก โดยไม่มี “ลม”
    มาทำงานร่วมด้วยแปลว่า เสียงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเสียงที่ขาดสมดุลของ ”ลม” อธิบายง่ายๆ ก็คือ คุณกำลังบังคับให้ “สายเสียง” ทำงาน
    หนักมากเกินไป เสียงที่ได้ยินจึงเป็นเสียงที่อั้น “ลม” ไว้ หรือชาวบ้านเรียกว่า เค้น ตะเบ็ง ตะโกน แน่นอน เจ็บคอ เสียงแหบ


    ในทางตรงกันข้าม ถ้าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงที่เบาๆ บางๆ แปลว่าปริมาณของ “ลม” มากเกินไปคุณไม่ได้ใช้ “สายเสียง” ในการเปล่งเสียงครั้งนี้เลย ก็ถือได้ว่าเป็นเสียงที่ขาดสมดุลอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน ดังนั้นเคล็ดลับที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างที่นักร้องควรทราบไว้ ก็คือ การรักษาสมดุลของการเกิดเสียงระหว่าง “กล้ามเนื้อสายเสียง” และ “ลม” เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเสียงสู่มืออาชีพ คลิกดูรูป
    Top   

    ธรรมชาติของเสียงมนุษย์


    ได้มีการแบ่งตำแหน่งของ เสียง ออกเป็นหลายๆ ตำแหน่งด้วยกัน เพราะความเป็นจริงธรรมชาติของเสียง มีทิศทางและตำแหน่ง
    ที่ตั้งของเสียง หมายความว่าในตำแหน่งเสียงต่ำๆ เรื่อยไปถึงเสียงกลางๆ ขึ้นไปจนถึงเสียงสูง การทำงานของกล้ามเนื้อสายเสียง และปริมาณของลมย่อมแตกต่างกันไป จึงมีความจำเป็นที่เราต้องเข้าใจว่า การร้องเพลงของเรานั้นถูกต้องหรือไม่ และมีความสมดุลระหว่าง
    ลม กับกล้ามเนื้อสายเสียง ในแต่ละตัวโน๊ตหรือไม่


    การร้องเพลงด้วยวิธีการที่ผิดๆ คือการบังคับให้กล้ามเนื้อสายเสียงทำงานแบบหลงทิศทาง หลงตำแหน่งที่ตั้งของเสียง เช่น การตะโกน, ตะเบ็ง หรือเค้นเสียงให้ออกมาเพียงเพื่อต้องการร้องให้ถึงตัวโน๊ตตามต้นฉบับ เป็นการทำลายเสียงของตัวเองอย่างน่ากลัวยิ่ง และเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก ที่กล่าวกันว่าการร้องเพลงแบบนี้เป็นการร้องที่มีเพาเวอร์ดี หรือแม้แต่การร้องที่พยายามเลียนแบบต้นฉบับให้เหมือนมากที่สุด ทั้งๆที่ธรรมชาติเสียงของตัวเองแตกต่างจากต้นฉบับโดยสิ้นเชิง ผลที่ตามมาคือเสียงแหบ, เสียงแตกพร่า และถ้าหาก
    ยังร้องด้วยวิธีการดังกล่าวต่อไปอีกนานๆ สายเสียงอาจมีการอักเสบได้ และสุดท้ายก็จะเกิดเม็ดตุ่มบริเวณ สายเสียง (Vocal Nodules)
    ซึ่งต้องพึ่งการผ่าตัดจากแพทย์เป็นทางแก้ไข


    ธรรมชาติเสียงของมนุษย์ เวลาที่เราร้องเพลงด้วยเสียงต่ำๆ ไปจนถึงกลางๆนั้น กล้ามเนื้อสายเสียง จะทำงานสอดคล้องกับลม
    ในปริมาณที่พอดีพอเหมาะ ถ้าหากร้องสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะต้องร้องไปถึงจุดๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นจุดที่นักร้องทั้งหลายรู้กันดีว่า ณ ตรงนี้บางครั้ง
    เราก็ร้องได้ดี บางครั้งก็เกิดอาการพลิกของเสียง (แฉลบ) ขึ้นมาได้ ทางเทคนิคเราเรียกจุดๆ นี้ว่า Bridge หรือ Passagio หรือ Passage Area หมายถึง จุดเชื่อมต่อของเสียงที่เป็นเหมือนสะพาน เชื่อมโยงตำแหน่งของเสียง จากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง เนื่องด้วยขบวนการเกิดเสียง เป็นขั้นตอนที่เกิดจากการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อภายในกล่องเสียง ที่มีสภาพบอบบางให้สมดุลกับปริมาณของลม (การหายใจออก) โดยปราศจากการรบกวนของกล้ามเนื้อที่ไม่เกี่ยวข้อง เรียกว่า กล้ามเนื้อนอกกล่องเสียง
    (Outer Muscles)


    และเมื่อใดที่การสั่นของสายเสียง สมดุลกับปริมาณของลม เพื่อหาตำแหน่งของโน้ตโดยปราศจากการรบกวน ของกล้ามเนื้อ-นอกกล่องเสียง ทำให้การเกิดเสียงเป็นอิสระ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเสียงต่ำ เสียงกลาง ถึงเสียงสูง ก็จะมีความชัดเจนของคำร้อง ไม่จำเป็นต้อง เกร็งลิ้น ห่อลิ้น เปิดคอ หรือยกเหงือกอ่อน เพื่อเป็นการสร้างโทนให้กว้าง อันจะเป็นบ่อเกิดของวิธีการร้องที่ผิด และนำมาซึ่งความไม่ชัดเจนของสระ และคำร้องที่ไม่เป็นธรรมชาติ

    ลองใช้มือแตะที่ลูกกระเดือกแล้วกลืนน้ำลาย จะรู้สึกได้ว่ามีการขยับตัว ขึ้นสูง — ลงต่ำ การขยับตัวขึ้นสูงของลูกกระเดือก นั้น
    หมายความว่าเขากำลังทำงานร่วมกับกล้ามเนื้ออีกหลายๆ อย่าง ซึ่งอยู่ภายนอกรอบๆลูกกระเดือก เพื่อทำหน้าที่กลืนน้ำลายลงสู่กระเพาะอาหาร ดังได้กล่าวแล้วในตอนต้น ว่าสายเสียง 2 เส้นของมนุษย์นั้นอยู่ในลูกกระเดือก เพราะฉะนั้นมันจึงถูกลากขึ้นสูงไปด้วย... โชคดีที่ี่
    เราไม่สามารถพูดหรือใช้เสียงได้ ในขณะที่กำลังกลืนน้ำลายหรือกลืนอาหาร...


    ภายใน "ลูกกระเดือก” ซึ่งต่อไปจะขอเรียกว่า “กล่องเสียง” นอกจากจะมีสายเสียง 2 เส้นนี้แล้ว ยังมีส่วนประกอบอื่นๆอีก
    มากมาย ซึ่งต้องทำงานร่วมกับสายเสียงแล้วเกิดเป็นเสียงพูด ; หรือเสียงร้องที่เราได้ยินกัน และขั้นตอนการเกิดเสียงนี้ควรจะเกิดขึ้น
    ในขณะที่กล่องเสียงอยู่ในตำแหน่ง นิ่งๆ กลางๆ เพราะเมื่อไหร่ที่มีการขยับตัวขึ้นสูง เส้นเสียงและกล้ามเนื้อที่อยู่ภายในกล่องเสียงจะถูกรบกวนจากกล้ามเนื้อที่ไม่เกี่ยวข้อง เพราะนั่นหมายถึงกล่องเสียงกำลังอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมกลืนอาหารซึ่งลำบากต่อการเปล่งเสียง
    Top   

    ทำไมต้อง Speech Level? (ระดับเสียงพูด)


    โดยทั่วไปในขณะที่เราพูดด้วยเสียงปกติ ; กล้ามเนื้อภายนอกที่อยู่รอบๆ กล่องเสียง จะไม่เข้ามารบกวนการทำงานของสายเสียง
    นั่นเป็นเพราะ "เสียงพูด” หรือภาษาอังกฤษเรียก “Speech” ไม่ได้ต้องการน้ำหนัก ; ความดัง หรือโทนเสียงที่แตกต่างกันมากมาย แต่ต้องการเพียงการสื่อสารและความเข้าใจเท่านั้น ดังนั้น “กล่องเสียง” จึงอยู่ในตำแหน่งที่นิ่งๆ หรือกลางๆ เราเรียกตำแหน่งนี้ว่า Speech — Level (ระดับเสียงพูด) และนี่จึงเป็นแบบอย่างที่ดีของการเปล่งเสียง และเป็นวิธีการฝึกเพื่อ “การร้องเพลง” เพื่อให้กล่องเสียงคงความนิ่ง
    อยู่ในระดับเสียงพูด แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ร้องเพลงเหมือนเสียงพูด

    Top   

    ครูโรจน์ สอนอะไรในห้องเรียน ?
    เทคนิคการใช้เสียง และร้องเพลง (Vocal Technique / Repertoire)
    บทเรียน Blowing Air (The Lesson)
     
    ด้วยเหตุผลที่ว่าเสียงของเราเปรียบเสมือนเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า (Wind Instrument) เพราะฉะนั้นพื้นฐาน การใช้เสียงต้องรู้สึกได้ว่าตัวแปรหนึ่งที่ทำให้เกิดเสียงคือลม (Singing is blowing air) แบบฝึกหัดโดยส่วนใหญ่
    จะเริ่มต้นจากหัดกระดกลิ้นด้วยพยัญชนะ "ร.ร…." แล้วลากให้ยาวๆ (Tongue Trills) หรือหัดเป่าปากโดยให้
    ริมฝีปากบนและล่างสั่น (Lip Rolls) ซึ่งต้องอาศัยลม โดยการฝึกผ่านตัวโน้ตหลายๆแบบ (อาจจะนึกถึงตอนเป็นเด็กๆ เล่นเป่าปากเป็นเสียง เครื่องยนต์ หรือเครื่องบิน)
    Nay Nay Nay… ด้วยวิธีการฝึกแบบ Pharyngeal Attitude หรือลักษณะเสียงแบบ “แม่มด” เป็นการเปล่งเสียงแหลมที่ค่อนข้างน่าเกลียด และมีความแรง (Nasty Sound) ถึงแม้จะเป็นวิธีการฝึกเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ถ้าฝึกอย่างถูกวิธีและอย่างต่อเนื่องจะให้ประโยชน์มากในทางเทคนิค นั่นคือ ช่วยสร้างความแข็งแรงของเสียงในแต่ละตัวโน้ต และเพิ่มน้ำหนักของเสียงทำให้มีพลังมากขึ้น นอกจากนั้นยังเป็นการขยายช่วงเสียงให้กว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเชื่อมต่อของเสียงจากตำแหน่งหนึ่ง ไปยังอีกตำแหน่งหนึ่งไม่ให้เกิดอาการเสียงหายหรือกลายไปเป็นเสียงหลบที่ไม่มีพลัง (Pure Falsetto) หรือแม้แต่เป็นการตะโกนซึ่งอาการเหล่านี้ “นักร้อง” รู้ดีว่าคือปัญหาใหญ่ของพวกเขา..!

    การฝึกด้วยกลุ่มแบบฝึกหัดนี้อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้นักร้องเข้าใจความรู้สึกของการร้อง จากตำแหน่ง Chest Voice ไปหา Head Voice ได้อย่างถูกต้อง นั่นคือขณะร้องอยู่ในตำแหน่งของตัวโน้ตต่ำและกลาง (Chest Register) ไต่ขึ้นไปหาตัวโน้ตสูงๆ (Head Register) นั้นจะทำให้เกิดวิธีการ Thins out the chest voice; thickens up the head voice ลักษณะของเสียงที่ได้จะเป็นเสียงผสมกันระหว่าง Chest Register และ Head Register (Italian Bel Canto Technique.)

    Mum Mum Mum… อีกกลุ่มของแบบฝึกหัดที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการฝึกบังคับให้กล่องเสียงนิ่ง และอยู่ในระดับปกติ (Speech - Level) ไม่มีการขยับตัวขึ้นหรือลงในขณะร้องเพลง เพื่อป้องกันการรบกวนการเกิดเสียง จากกล้ามเนื้อที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสาเหตุของความเสื่อมของเสียงไม่ว่าจะเป็นอาการเสียงแหบ อาการล้าจากการร้องเพลงหลายๆ ชั่วโมงต่อคืน หรือร้ายแรงถึงขั้นเป็นเม็ดตุ่มบริเวณสายเสียง (Vocal Nodules)

    และเมื่อไหร่ที่คุณสามารถฝึกแบบฝึกหัดจากโน้ต ต่ำ – กลาง – สูง ด้วยเสียงที่ต่อเนื่อง, มีพลัง, ไม่สะดุด และที่สำคัญด้วยตำแหน่ง Speech – Level ก็ถึงเวลาที่คุณสามารถร้องเพลงได้ตามแนวเพลงที่คุณชอบ และเลือกด้วยตัวคุณเอง
    Top   
    7 เคล็ดไม่ลับสำหรับนัำกร้อง
    1. คงความนิ่งของ “กล่องเสียง”
    2. สมดุลระหว่างลม และสายเสียง
    3. รู้สึกได้อย่างถูกต้องของโทน ต่ำ/กลาง/สูง
    4. สามารถร้องผ่านช่วงเชื่อมต่อของเสียง
    5. ท่าทางที่ไม่เป็นอุปสรรคกับการหายใจ
    6. ทักษะการฟังที่ดีเลิศ
    7. ถ่ายทอดได้อย่างลึกซึ้งกินใจ
    Top   
    7 วัน ฟัง ฝึก ร้อง
    1. 3 วันแรก.. ฟังอย่างเดียว ฟังเพลงเดียว ตลอด 24 ชั่วโมง (เพลงที่หัดร้องน่ะ)
    2. วันที่ 4 ลองฮัม..ตามทำนองเพลง (เคาะเท้า, ตบมือ, โยกตัว เพื่อความถูกต้องของจังหวะ)
    3. วันที่ 5 เขียนเนื้อร้องออกมาด้วยลายมือตัวเอง ไม่ควรลอกจากหนังสือเพลง หรือหาจาก Internet
      (ยังคงฟังเพลงอยู่ตลอดทั้งวัน)
    4. วันที่ 6 ฟังแบบมืออาชีพดูเนื้อร้องและเคาะจังหวะไปด้วย สังเกตุจุดละเอียดต่างๆ แล้วทำเครื่องหมายด้วยความเข้าใจ
      ของตัวเอง เช่น เริ่มร้อง, หายใจ, เอื้อนตรงไหนบ้าง (อ้อ! ยังฟัง..อยู่ตลอดทั้งวันนะ)
    5. วันที่ 7 ฟังซ้ำไปซ้ำมา ในแต่ละวรรคที่มีปัญหา เริ่มสังเกตุลูกละเอียดที่มีมากขึ้น เช่น หนัก - เบา / สั้น - ยาว
      ความชัดเจนของภาษา (ยังฟังอยู่ตลอดทั้งวันนะ)
    6. เริ่มอาทิตย์ใหม่ร้องตามต้นฉบับ และร้องตามเครื่องหมายที่ตัวเองทำไว้ทุกประการ (ร้องมันหลายๆ รอบเลย..)
    7. หาดนตรีฝึกร้อง ลองอัดเทปและลองฟัง (ไม่แนะนำให้ร้องโดยจ้องดูเนื้อตามคาราโอเกะ)
    8. ถ้ายังร้องไม่ได้ กลับไปเริ่มตั้งต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง..! ถ้ายังไม่ได้ปรึกษาโค้ชด่วน !
    Top   
    ถ้าต้องขึ้นเวที
    1. แต่งตัว-แต่งหน้า-ทำผม พองาม ดูดีเหมาะสม และถูกกาลเทศะ
    2. อุ่นเครื่องด้วยแบบฝึกหัด (ประมาณ 15 นาที)
    3. ยืดเส้น ยืดสาย แบบเบาๆ เพื่อลดอาการเกร็ง
    4. หายใจช้าๆ ลึกๆ เมื่อมีอาการสั่นหรือก่อนขึ้นเวที
    5. สงบสติอารมณ์ ทำสมาธิลดอาการตื่นเต้น และฟุ้งซ่าน
    6. ถ้าต้องตรวจเช็คไมค์ ห้ามเคาะ, ห้ามเป่า
    7. ตรวจท่าทางการยืนบนเวทีอย่างถูกต้อง
    8. เมื่อร้องหลุด, ล่ม, เพี้ยน, คร่อมจังหวะ “อย่าตกใจ” ตั้งสติเมื่อมีช่วงว่างให้ “หายใจช้าๆ ลึกๆ เพื่อเรียกสมาธิกลับมา”
    9. กล้าแสดงออก สบตาผู้ชม มองกล้อง ลีลาพอสวยงาม และตัวใคร ตัวมัน!!
    Top   
    เลือกเพลงอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง
    1. เลือกเพลงที่ตัวเองชอบ (เพลงหากิน)
    2. เลือกเพลงที่ตรงกับ เพศ ของตัวเอง
    3. เลือกเพลงที่มีทำนอง, เนื้อร้องชัดเจน, น่าสนใจ และไม่ยากเกินความสามารถของตัวเอง
    4. เลือกเพลงที่ใกล้เคียงกับ..น้ำเสียงของตัวเอง
    5. เลือกเพลงที่ไม่สูง และไม่ต่ำเกินไป
    6. เลือกเพลงที่ออกเสียงภาษาได้ถูกต้อง และชัดเจน
    7. เลือกเพลงที่สัดส่วนการร้องไม่ยากเกินไป..!!
    8. ถ้าร้องคนเดียว!! ควรเลือกเพลง ที่มีเสียงประสานน้อยที่สุด
    9. ไม่ควรเลือกเพลงที่ถูกดัดแปลง เสียงร้องด้วยเอฟเฟคท์ทางคอมพิวเตอร์
    10. ถ้าต้องขึ้นเวที ไม่ควรเลือกเพลง ที่ไม่มีอินโทรดัคชั่น (Introduction)
    Top  
     
    All Rights Reserved by www.krurodj.com 2005