ลองศึกษาดูครับการตีกลองไม่ยากอย่างที่คิด หัวใจสำคัญของการเล่นกลองที่ดีอยู่ที่ไหนเอ่ย


รู้จักไม้ตีกลอง



พูดถึงไม้ตีกลอง 
น้ำหนักของไม้ คุณสมบัติต่างๆกันของไม้และรูปทรงของไม้กลองล้วนมีอิทธิผลต่อเสียงกลองและเสียงของCymbal และ Hi-Hat 
 ดังนั้นมาทำความรู้จักไม้กลองให้มากขึ้นดังนี้ครับ 
ไม้ที่ทำ 
ประมาณ  90%  ของไม้กลองนั้นทำมาจากไม้   American Hickory  ส่วนที่เหลืออาจเป็น ไม้โอ๊ค   เมปิ้ล      Birchหรือ Beech 
หรือพิเศษกว่านั้นก็เป็นไม้ Rosewood สาเหตุที่ไม้ส่วนใหญ่เป็น American Hickoryเพราะคุณสมบัติของมันที่มีความแข็งแกร่ง น้ำหนัก 
สัดส่วน และความรองรับการสั่นสะเทือนจากการตีได้ดี 
ความยาวและน้ำหนัก 
ไม้กลองส่วนใหญ่จะมีความยาวอยู่ในช่วง 385มิลลิเมตร(15.1นิ้ว)-415มิลลิเมตร(16.1นิ้ว) การใช้ไม้ที่ยาวกว่านี้ขณะที่แขนของคุณ
สั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากเพราะเราไม่ได้จับไม้กลองที่ปลายสุด(ถึงจะจับได้แต่ก็ไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีในการตี)ซึ่งโดยทั่วไปเราจับในตำแหน่ง 1
ใน 3ของไม้เราอาจเรียกว่าเป็นจุดศูนย์ถ่วงก็ได้(Fulcrum Point) น้ำหนักของไม้ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง40-70กรัม ซึ่งน้ำหนักของ
ไม้สัมพันธ์อย่างยิ่งกับความยาว ความหนา และประเภทของไม้ 


รูปทรงของไม้กลอง 
ลักษณะทั่วไปคือเป็นการเหลาไม้จากปลายไม้(Butt)ให้เล็กลงในจนถึงส่วนปลาย(Shoulder)แต่ก็มีไม้ที่ดีไซด์พิเศษให้ตัวด้าม
Shaft)ใหญ่กว่าปลายซึ่ง เป็นไม้ของTom Gauger เช่นรุ่นของTomm Gauger#17 ความลาดชันของด้ามที่เปลี่ยนไปให้ความรู้สึก
และความสมดุลย์ที่ดีพิเศษเพราะจุดศูนย์ถ่วง(Fulcrum Point)ได้เปลี่ยนไปอยู่ใกล้ปลายไม้มากขึ้น 
ลักษณะของหัวไม้ 
รูปทรงของหัวไม้กลองแบ่งได้เป็น 3แบบใหญ่ๆ(ตามรูปที่ 2 ข้างบน)คือรูปทรงกลม(เหมือนลูกบอลหรือแอปเปิ้ล)
รูปทรงรี(เหมือนลูกสาลี่) 
และรูปทรงสามเหลี่ยม(เหมือน ปิรามิด) ซึ่งลํกษณะของหัวไม้มีอิทธิผลอย่างมากต่อเสียงที่เกิดขึ้นเวลาเราตีCymbal 
อิทธิผลของน้ำหนักต่อเสียงที่เกิดขึ้น 
น้ำหนักของไม้ขึ้นอยู่กับขนาดและความหนาแน่นของไม้ ตามกฎของเสียงสะท้อนบอกว่าไม้กลองที่มีน้ำหนักมากทำให้ได้เสียง  
ที่เต็มมากกว่า คำว่าเสียงเต็มหมายถึงได้คลื่นที่กว้างจากคลื่นเสียงที่ต่ำไปถึงสูงออกมา 
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือเมื่อมือกลองคนหนึ่งตีกลองในระยะ5-6เมตรห่างจากเราโดยไม่มีไมค์ และใช้ไม้กลองขนาดเล็กๆ 
ให้ตีแรงสุดๆแค่ไหน
เสียงก็ออกมาไม่ดีครับ ขณะที่เล่นด้วยไม้ใหญ่ขึ้นแต่ตีเบาลงจะได้เสียงที่ดีกว่า ลองเทียบดูครับ และเมื่อในสถานะการณ์ที่เล่นโดยผ่าน
การมิคเสียง ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ซาวน์เอนจิเนียร์
ของคุณล๊ะที่จะช่วยปรุงเสียงของคุณ เสียงตีCymbalที่ออกมาจากไม้ที่มีน้ำหนักจะมีความถี่เสียงที่ต่ำกว่า
ไม้น้ำหนักเบา ซึ่งบางครั้งคุณอาจไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น แต่เราสามารถแก้ไขโดยเลือกลักษณะของหัวไม้ใหม่ 


อิทธิผลของหัวไม้และเสียงที่เกิดขึ้น 
ตามกฎของเสียงสะท้อนบอกว่าจุดสัมผัสที่ยิ่งเล็กเท่าไหร่ก็จะทำให้เสียงที่เกิดขึ้นเป็นคลื่นความถี่ที่ยิ่งสูงตามไปด้วยเช่นกัน 
และเช่นเดียวกันกับความหนาแน่นของไม้ยิ่งหนาแน่นมากเท่าไหร่ก็จะทำให้เสียงที่เกิดขึ้นเป็นคลื่นความถี่ที่ยิ่งสูงตามไปด้วย 
ไม้ในอุดมคติของผู้เขียนเรื่องนี้คือไม้ที่มีน้ำหนัก ทำจากไม้ที่มีความหนาแน่นมาก มีหัวไม้เป็นทรงสามเหลี่ยม เพราะน้ำหนักและความ
หนาแน่นของไม้ให้ความหนาแน่นของเสียงและหัวไม้ทรงสามเหลี่ยมให้เสียงที่ชัดเจนเวลาตีCymbal 
ภาพต่อไปนี้แสดงให้เห็นรูปทรงของหัวไม้ที่มีอิทธิผลต่อเสียง 
ไม้หัวทรงสามเหลี่ยม (ภาพที่ 4 )เห็นได้ว่าเกิดจุดสัมผัสที่เล็กที่สุดดังนั้นเสียงที่ได้ออกมาก็จะเป็นเสียงที่มีความถี่เสียงที่สูง เคลียร์ 
ชัดเจนเนื่องจากแรงที่กดลงไปทั้งหมดสัมผัสในจุดเล็ก เราลองเปลี่ยนตำแหน่งของไม้(ภาพที่5)โดยให้พื้นที่สัมผัสเต็มที่เสียงที่ได้จะเปลี่ยน
ไปจากเคลียร์ ชัดเจน เป็นเสียงที่ทึบ ลองดูไม้กลองหัวรูปวงรี (ภาพที่6) ให้พื้นที่ผิวสัมผัสที่เหมือนกับทรงสามเหลี่ยมและเมื่อเปลี่ยน
ตำแหน่งการตีก็เกิดผิวสัมผัสที่ไม่ต่างกัน สุดท้ายไม้รูปทรงวงรี (ภาพที่7) จากรูปเห็นได้ว่าไม้ประเภทนี้ทำให้เกิดผิวสัมผัสมากที่สุดกว่า
ที่กล่าวไปแล้ว ดังนั้นจึงทำให้เกิดเสียงที่เข้มกว่า และเมื่อเทียบกับไม้ทรงหัวสามเหลี่ยม ไม้ประเภทนี้จะให้เสียงที่เข้มกว่าแบบแรก 
แต่เบากว่าหัวสามเหลี่ยมแบบที่ 2 เนื่องจากเกิดผิวสัมผัสที่น้อยกว่า 
จับคู่ไม้กลอง 
ผู้ผลิตพยายามที่จะจับคู่ไม้กลองด้วยกันด้วยเบอร์เดียวกันและน้ำหนักเท่ากัน แต่ด้วยปัจจัยด้านสภาพอากาส ความชื้น
 ล้วนมีอิทธิผลต่อไม้ที่ทำ ทางออกที่ดีคือคุณต้องพยายามจับคู่ไม้กลองด้วยตนเอง(แต่ผมว่าบ้านเราคงทำอย่างนั้นไม่ได้) 
แต่ไม้กลองส่วนใหญ่นั้นบรรจุอยู่ในถุง ซึ่งก็สามารถเช็คได้ด้วยการกลิ้งบนพื้นที่เรียบๆเพื่อดูว่ามันงอหรือไม่ 
เบอร์บนไม้กลอง 
ผู้ผลิตไม้กลองส่วนใหญ่ ใส่เบอร์ของตนบนไม้เช่น 5A,7B,6A,หรือ 3B ซึ่งผู้ผลิตไม่มีระบบที่แน่นอนที่จะบอก
คุณสมบัติที่แท้จริงของไม้ได้ จึงตั้งเป็นเบอร์ดังกล่าวและเบอร์ต่างๆนั้นก็ไม่สามารถนำไปเทียบกับผู้ผลิตบริษัทอื่น 
เบอร์นั้นช่วยบอกแค่เป็นระบบที่ทำให้คุณอ้างอิงในการซื้อให้ตรงความต้องการ 
นอกเหนือจากระบบเบอร์ อาจมีระบบอิงชื่อศิลปิน เช่นJohn Doe Jazz Model,Dolly Parton Swing Model 
,Steve Gadd ฯลฯ คำแนะนำของผู้เขียนคือควรซื้อไม้กลองเก็บตุนไว้เป็นโหลครับ 

การจับไม้กลอง



การจับไม้กลอง
 การจับไม้กลองมีสองแบบใหญ่ๆคือ แบบดั่งเดิม (Traditional) และแบบ Matched 
ซึ่งไม่มีข้อสรุปใดว่าแบบใดแบบหนึ่งจะดีกว่ากัน แต่ควรจะศึกษาทั้งสองแบบถ้าทำได้ครับ การจับแบบดั่งเดิมนั้น
ส่วนใหญ่มาจากมือกลองพวก Jazz ขณะที่การจับอีกแบบนั้นเริ่มจากพวกมือกลองเพลงร็อคยุค ปี60 
มีข้อโต้แย้งกันว่าการจับแบบดั่งเดิมนั้นพลิกแผลง มีกลเม็ดที่ดีกว่า ขณะที่การจับแบบ Matched ให้แรงที่ดีกว่า ซึ่งคุณควรจะลองดู
ทั้งสองแบบนะครับ เพื่อจะได้เข้าใจ และก็มีมือกลองจำนวนไม่น้อยที่จับทั้งสองแบบขึ้นอยู่กับความต้องการลองดูการจับตามรูปครับ


เห็นได้ว่าการจับทั้งสองแบบนั้นมือขวาจะจับเหมือนกัน การจับนั้นอย่าจับแน่นนะครับจับแบบหลวมๆสบายๆ ส่วนตำแหน่งจับที่ถูกต้อง
ให้แบ่งไม้เป็น 3 ส่วน เราจับโดยระดับของนิ้วโป้งข้างขวาอยู่ในระดับ 1ใน 3 จากไม้ด้านล่าง หรือประมาณ 5 นิ้วครับ
(ไม้กลองโดยทั่วไปยาวในระหว่าง(15.1 –16.3นิ้ว) ถ้าจับแบบ Matched นั้นมือซ้าย ต้องหงายมือขึ้นให้ไม้กลองอยู่ระหว่าง 
นิ้วโป้งและนิ้วนาง โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลาง ควบคุมไม้ให้ติดมือเราอย่าแน่นนะครับ ตำแหน่งที่ถูกคือ มืออยู่ตำแหน่งประมาณ 2นิ้วจากปลายไม้ครับ
ดูการจับตามรูปครับ


การเคลื่อนไหวของมือขวา โดยใช้ข้อมือขวายกขึ้น ย้ำว่าข้อมือนะครับไม่ใช่ยกมือขึ้นแล้วปล่อยข้อมือลงให้ขนานกับพื้น แล้วทำซ้ำๆครับ 1& 2
ไม้ควรขึ้นลงตรงครับอย่าเอียง โดยการจับแบบMatched นั้นมือซ้ายขวานั้นเหมือนกัน ส่วนการจับแบบดั่งเดิมนั้น มือซ้ายต้องหงายมือขึ้น 
แล้วใช้ข้อมือยกไม้ขึ้น ประมาณ7-8 นิ้ว แล้วใช้ข้อมือ บิดลง แล้วลองทำซ้ำ1& 2เช่นเดียวกัน ไม้ควรเคลื่อนไหวตรงไม่เฉียงครับ 
การจับแบบดั่งเดิมนี้ มือซ้ายอาจ ฝกใหม่อาจไม่ถนัด ต้องฝึกบ่อยครับ อย่าลืมนะครับ ว่าให้ใช้แต่ข้อมือ 
ถึงแม้ว่าจะต้องการตีดังๆก็ใช้ข้อมือและนิ้วช่วย ไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งแขนครับ นอกจากจะต้องการให้เกิดความรู้สึกว่าเล่นอย่างรุนแรง
เช่นแนวเพลง ร็อค อาจใช้การยกขึ้นลงของแขนแสดงออก แต่จริงแล้วก็ยังใช้ข้อมืออยู่ดีครับ



เคล็ดลับมือกลอง



ทำอย่างไรจะเป็นมือกลองประจำห้องอัดเสียง 
การจะเป็นมือกลองชั้นนำ จะต้องสามารถทำงานกับนักดนตรีและโปรดิวเซอร์ชั้นนำ มีจิตใต้สำนึกเป็นTempo ที่เที่ยงตรง สามารถสร้างสรร
เพลงจากข้อมูลเริ่มต้นเพียงเล็กน้อยจากคนอื่น……….เงื่อนไขที่มากมายในการจะเป็นมือโปร ดังนั้นBart
ขอแบ่งประเด็นเป็นจุดๆเพื่อในการจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ เริ่มจากคุณต้องเป็นนักดนตรีชั้นยอด ซะก่อน ซึ่ง Bart มองว่าจะเป็นชั้นยอดนั้น 
สิ่งแรกคุณต้องเป็นคนที่รู้จักเครื่องดนตรีของคุณให้ดีก่อนการรู้จักเครื่องดนตรีของคุณให้ดี คุณต้องสามารถเล่นได้อย่างหลากหลายGroove 
หลากหลายจังวะและสไตล์ ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์หลายปีในเครื่องดนตรีที่คุณเล่น ถึงจะทำให้คุณสามารถเล่นทุกอย่างที่คุณได้ยินในสมอง
 ถ้าโปรดิวเซอร์แค่ต้องการใครสักคนที่เล่นจังหวะ หรือGroove ใดๆที่ซ้ำไปซ้ำมา เค้าก็เพียงแค่ใช้Drum Machine 
เล่นก็ได้ ประหยัดทั้งเงินและเวลา ดังนั้นคุณต้องทำในสิ่งที่ Drum Machine 
ไม่สามารถทำได้ คือมีความสามารถในการสั่งเครื่องดนตรีของคุณได้อย่างใจนึก สามารถสื่อสารความคิดของคุณผ่านกลอง หรือ เพอร์คัสชั้น 
ออกมาได้อย่างชัดเจน Bart ขยายความของคำว่าการรู้จักเครื่องดนตรีของคุณให้ดี ยังเกี่ยวพันกับหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องคือ 
ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆกับกลองหรือเพอร์คัสชั้นของคุณ คือการตั้งกลอง Cymbal คองก้าร์ในตำแหน่งที่คุณถนัด
 ทำให้คุณมีความอิสระในการเล่น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อเสียงที่จะเกิดขึ้น
 
ความรู้ในการทำให้กลองของคุณเกิดเสียงที่ยอดเยี่ยม 
การตีกลองและCymbal ที่ทำให้เกิดเสียงที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เป็นได้จะทำให้เกิดเสียงที่ดีต่อการบันทึกเสียง และการฟังย้อนไปมา 
คุณจำเป็นต้องมีความต่อเนื่องในการตีCymbal หรือSnare เช่น การตี Snare ในจังหวะที่ 2 และ 4 ในแต่ละห้องจำเป็นต้องมีเสียงที่เหมือน
และเท่ากันหมดในเพลง คุณต้องผ่อนคลายอย่าเกร็ง สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการมีเครื่องมืออุปกรณ์ ที่คุณภาพระดับโปรเฟสชั่นแนล 
และต้องดูแลอย่างดีไม่ให้มีเสียงกร็อกแร๊ก หรือเสียงอื่นรบกวนตอนใช้งาน การตั้งเสียง คุณต้องมีความสามารถในการตั้งเสียงกลอง
ให้เกิดเสียงที่ยอดเยี่ยมและดีที่สุดในการอัดเสียง นอกจากนั้นต้องรู้จักการตั้งเสียงให้เหมาะกับห้องที่ต่างๆกันและรู้จักเสียงก้องเสียงสะท้อน
 ต้องรู้ว่าหนังกลองที่ใช้นั้นคุณสมบัติเหมาะที่สุดกับเพลงแนวไหนที่จะเล่นและให้เสียงในห้องอัดออกมาดี บทบาทและหน้าที่
 คุณต้องมีความมั่นใจที่จะเล่น เล่นไปตามอำนาจที่คุณมีซึ่งคนอื่นๆก็จะเล่นตามที่คุณเล่น สุดท้ายคือคุณมีหน้าที่ทำดนตรีให้เกิดความรู้สึกที่ดี
 
ทำงานกับ Click Track
Click Track จริงแล้วคือMetronome หรือ Track ที่อัดไว้เริ่มต้น มีเสียงที่เป็นสัญญาณเหมือนชีพจรของเพลง 
เหมือนกับการนับ 1-2-3-4ตลอด ทำให้ผู้เล่นรู้ความเร็วของเพลง โดยเทคโนโลยี่ในปัจจุบัน Click Track มีเสียงแตกต่างกันมากขึ้น
 เทคนิคในการเล่นกับ Click Track ก็คือคุณต้องอยู่กับมันต้องสามารถเล่นจังหวะและ Fill in อยู่ในชีพจรของจังหวะที่ต่อเนื่องนั้น
 มือกลองมือใหม่ส่วนมากจะกลัวที่จะเล่นกับ Metronome ทำให้เกิดความอ่อนแอในการรักษาเวลา 
และเกิดความไม่สอดประสานกันในจังหวะที่เล่น หนทางเดียวที่คุณจะเล่นได้ดีกับ Metronome คือต้องเล่นกับมันคุณไม่สามารถเป็นมือโปรได้
ถ้าไม่ฝึกฝนและทำงานอยู่กับมัน

ขั้นตอนในการฝึก
ใช้เมโทรนอมเสมอในการฝึก ไม่ว่าจะฝึกแบบฝึกหัดมือ Groove ,ลูกส่ง หรือการโซโล่ คุณจำเป็นต้องมีเพื่อนใหม่เป็นเจ้าเมโทรนอมแล้วละ 
ฝึกเริ่มจากช้าๆก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มความเร็วของTempo บาร์ทเล่าว่าเมื่อเขาเรียน Groove หรือลูกส่งใหม่ๆ 
เขาจะต้องเช็คเสมอว่าสามารถเล่นมันได้ในทุกๆTempo วิธีการหนึ่งคือเริ่มจาก Tempo 40 และฝึกแบบฝึกนั้นให้ได้ชัดเจน 
จากนั้นค่อยๆเพิ่มความเร็วขึ้นจนถึงจุดที่คุณสามารถเล่นแบบฝึกนั้นได้ชัดเจนที่สุดเท่าที่ทำได้ การที่คุณสามารถเล่นได้ในทุกๆTempo 
จะทำให้คุณมีความสามารถในการออกคำสั่งในตอนเล่น(สั่งกลองนะครับ)พร้อมไปกับความมั่นใจในการเล่น Groove หรือจังหวะในTempoนั้นๆ 
ซึ่งGroove แต่ละGroove นั้นมีTempoเฉพาะของตัวมันที่ให้เสียงออกมาดีที่สุด แต่คุณต้องสามารถเล่นในTempo ที่ช้ามากๆได้ 
โดยความสามารถในการควบคุมและการใช้เทคนิค 

คิดว่าClick Track คือนักดนตรีอีกคน 
คุณต้องทำงานอยู่กับมัน คิดว่าเค้าเป็นมือเบสก็ได้ อย่ารังเกียจClick Track แต่ต้องเล่นอยู่กับมัน ตรงนี้ Bart บอกว่ามันเป็นปรัชญา 
ซึ่งถ่ายทอดเป็นคำพูดยาก ด้วยการฝึกฝนจะทำให้คุณเข้าใจมากขึ้น ตั้งTempo ให้ช้าเป็นสองเท่ากว่าของจริง แล้วคิดว่าClick Track 
ให้จังหวะBack – Beat อยู่ คือจังหวะ 2 กับ 4 ตัวอย่างเช่นเพลงเล่น Tempo ที่ 120 คุณลองตั้งเมโทรนอมที่ 60 
แล้วคิดว่าclick track เป็นเสียงตบมือหรือดีดนิ้วในจังหวะที่ 2และ4 มันจะช่วยทำให้คุณสามารถเล่นได้แม้จะมีแค่จังวะที่2และ4 เท่านั้น
 ฝึก Click Track ด้วยระดับเสียงที่เบา สิ่งนี้จะช่วยให้คุณพัฒนาความมั่นใจและมีทักษะในการรักษาเวลาที่ดีขึ้น 
คุณต้องตั้งใจฟัง และอยู่กับมัน(เหมือนที่พูดไปแล้วในตอนต้น) การที่มีหูฟังเสียงClick Track อยู่ตลอดอาจทำให้คุณจำนนต่อจังหวะ
(เหมือนกับตะครุบจังหวะ)ซึ่งจะไม่ช่วยคุณในระยะยาว

ใช้ซีเคว้นเสียงเพอคัสชั่นส์ ช่วยในการฝึก 
เสียงClick Track อาจฟังดูไม่น่าประทับใจ ลองใช้คอมพิวเตอร์ปรุงแต่งเสียงแพทเทิน ที่น่าสนใจ เช่นเสียง cowbell 
ในจังหวะ 1,2,3,4, เสียงเขย่าในจังหวะยกฯลฯ ซึ่งต้องใช้จินตนาการครับ ถ้าไม่มีเมโทรนอมหรือClick Track 
ให้เล่นไปพร้อมกับ เทปหรือCD คุณควรสามารถเล่นเพลงได้ไปพร้อมกับเพลงในวิทยุ ซึ่งก็เหมือนกับว่าคุณเล่นพร้อมไปกับเมโทรนอม
 นี่เป็นวิธีการที่ดีอย่างกนึ่งที่จะทำให้คุณพัฒนาความสามารถในการเล่นดนตรีให้ได้อารมณ์ ซึ่งมันเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของมือกลอง 
ผมคิดว่าคงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับผู้ที่ต้องการพัฒนาฝีมือขึ้นมาเป็นมือปืนห้องอัดนะครับ (ยังมีภาค 2 ครับ)

การตั้งเสียงกลอง



การตั้งเสียงกลองเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายอย่างดังนี้ 
ความตึงของหนังกลองด้านบน(Batter Head) 
ความตึงของหนังกลองด้านล่าง(Resonant Head) 
ความสัมพันธ์ระหว่าความตึงของหนังด้านบนและด้านล่าง 
ประเภทของหนังกลอง 
ประเภทของตัวถังกลอง 
การลดเสียงก้องจากหนังหรือตัวถัง 
เมื่อคุณจูนเสียงกลอง คุณกำลังตั้งให้ได้เสียงที่มีระดับสูงสุดหรือต่ำสุด ให้ได้น้ำเสียงที่ใสหรือเสียงที่ทุ้มต่ำ
 เพื่อให้เสียงดัง หรือเพื่อให้เกิดเสียงก้องกังวาลเกิดResonant ดังนั้นเพื่อให้เกิดเสียงที่มีคุณภาพ คุณต้องจัดการกับหนังทั้งสองด้านให้ดี 
ความลึกของตัวถัง และเส้นผ่าศูนย์กลางจะมีผลต่อการจูนเสียง โดยความลึกให้เสียงที่นุ่มและการเกิด Resonant 
รวมถึงความดังและความชัดเจนที่ดี ขณะที่ตัวถังบางให้เสียงที่สั้นและเกิดเสียงตอบสนองการตีได้เร็วกว่า 
ส่วนเส้นผ่าศูนย์กลางของตัวถังมีผลต่อระดับเสียงคือยิ่งเส้นผ่าศูนย์กลางที่ยาวย่อมให้เสียงที่ต่ำกว่า 

หนังกลอง 
กลองทุกชุดต้องมีหนังอย่างน้อย 1 ด้าน กลองที่มีหนังด้านเดียวจะให้เสียงที่แห้งๆ ลัษณะกระแทกๆ หนังส่วนที่เราตีเรียกว่าBatter 
ส่วนที่ไม่ได้ตีเรียกว่า Resonant หรือเรียกว่าหนังด้านบนหรือด้านล่างก็ได้ หนังกลองเป็นแหล่งกำเนิดเสียงด่านแรกของกลอง 
ดังนั้นการเลือกใช้ให้เหมาะสม และการจูนเสียงเป็นสิ่งที่สำคัญ เช่นเดียวกันกับตัวถัง และโครงสร้างอื่นของกลอง มีผู้เชี่ยวชาญบางคนพูดว่า85% 
ของเสียงกลองมาจากหนัง ดังนั้นการเลือกใช้ที่ผิดจะทำให้เสียงของกลองคุณไม่ประทับใจครับ 
หนังกลองในปัจจุบันทำจากMylar ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดหนึ่ง ย้อนไปในอดีตหนังกลองส่วนใหญ่ทำจากหนังสัตว์เช่น ลูกวัว ช้าง แกะ
 ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่ามีจุดอ่อนที่เสียงเพี้ยนง่ายเมื่อเจอความชื้นของอากาศ ทำให้ต้องมีการจูนเสียงบ่อยๆ 
ขณะที่พลาสติก มีคุณสมบัติที่ทนทานกว่าและเสียงไม่เพี้ยน 

บริษัทผู้ผลิตหนังกลองใหญ่ในปัจจุบันคือ Remo, Evans ,Ludwig 
โดยมีการผลิตหนังในประเภทและขนาดต่างๆกันสามารถจำแนกได้ดังนี้ 

หนังชั้นเดียวอย่างบาง 
เป็นหนังที่มี Mylar ชั้นเดียว เป็นหนังที่บางที่สุด ตัวอย่างรุ่นเช่น Remo Diplomats 
ซึ่งเราจะใช้ไว้เป็นหนังด้านล่าง เพื่อให้เกิด Resonant 
หนังชั้นเดียว 
เป็นหนังที่มี Mylar ชั้นเดียว ให้เสียงที่คมชัดเจน และให้เสียงที่สั่นออกมาดี แต่ไม่ค่อยทนทาน 
ไม่เหมาะกับคนที่เล่นเพลงหนักๆ หนังประเภทนี้ได้แก่ Remo Ambassadors และEvans G1s 
ซึ่งเป็นหนังยอดนิยมที่ใช้ในห้องอัดเสียงหรือการใช้ไมค์มิกซ์เสียง 
หนังสองชั้น 
เป็นหนังที่มี Mylar 2 ชั้น หนังที่หนาขึ้นทำให้เสียงที่เกิดมีลักษณะที่แห้งกว่า เสียงสั้นน้อยกว่า 
แต่มีความคงทนเหมาะกับการเล่นเพลงแนวร๊อค หนังประเภทนี้ได้แก่ Remo Emperors และEvans G2s 

Muffled 
เป็นหนังที่เหมาะกับงานหนักที่สุด ให้ลักษณะเสียงที่สุขุมแต่ไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าไหร่อาจเป็นเพราะโครงสร้างภายในที่ถูกผลิตขึ้นมา 
หนังประเภทนี้ได้แก่ Remo Pinstripes หรือEvans Genera HD 
ไฮดรอลิก 
เป็นหนังสองชั้นแต่มีชั้นน้ำมันอยู่ตรงกลาง ให้เสียงที่มีลักษณะอ้วนที่สุด มีความทนทาน ถ้าชอบเสียงแบบนี้ก็ต้องมองหา
Evans Hydraulic ซึ่งบริษัทนี้ค่อนข้างมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในการผลิตหนังประเทภนี้ 
นอกจากนั้นหนังกลองยังมีประเภทเคลือบกับไม่เคลือบอีก หนังกลองเคลือบมีพื้นผิวที่หยาบกว่าช่วยลดเสียง Overtone 
ให้น้อยลง ให้เสียงที่มนๆกว่าไม่เคลือบ หนังเคลือบเหมาะกับการเล่นด้วยแส้ ส่วนในใบอื่นๆเช่นทอม ที่ไม่ค่อยใช้แส้ตี
 คุณอาจใช้หนังที่ไม่ต้องเคลือบก็ได้ 

เมื่อใดที่ต้องเปลี่ยนหนัง
ถ้าหนังกลองของคุณไม่สามารถจูนเสียงได้อีกแล้ว ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยน หรือที่เรียกว่าหนังมันตายแล้ว 
และต้องเปลี่ยนบ่อยแค่ไหน คำตอบคือมันขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้งานหนังกลองมากแค่ไหน และขึงหนังตึงแค่ไหน
 ลองดูสัญญานที่บ่งบอกว่าถึงเวลานั้นแล้ว 
-เมื่อส่วนที่เคลือบหนังไว้เริ่มหลุดออก 
-เมื่อเกิดร่องลอยบนหนัง 
-เมื่อหนังเมื่อถอดออกแล้วเกิดการบิดเบี้ยว 
-เมื่อไม่สามารถจูนเสียงได้แล้ว โดยเฉพาะเสียงต่ำ 
-เมื่อคุณตีแล้วเสียงไม่ค่อยออก 
-เมื่อหนังเกิดหลุมจากการตี 

ลองดูไกไลด์ตรงนี้ครับ ตารางนี้เป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่ใช้งานหนัก กลองถูกตีวันละหลายชั่วโมง 
ถ้าคุณเล่นวันละไม่มากวันละไม่กี่ชั่วโมง อาจยืดระยะเวลาออกไปจากนี้ 
*หนังสแนร์บน เปลี่ยนทุกเดือน 
*หนังสแนร์ด้านล่าง เปลี่ยนทุกสามเดือน 
*หนังกลองใหญ่ด้านที่ตี เปลี่ยนทุกสามถึงหกเดือน 
*หนังกลองใหญ่ด้านหน้า เปลี่ยนปีละครั้ง 
*หนังกลองทอมด้านบน เปลี่ยนทุกสามถึงหกเดือน 
*หนังกลองทอมด้านล่าง เปลี่ยนปีละครั้ง 

เมื่อต้องเปลี่ยนหนังกลอง คุณควรปฎิบัติตามขั้นตอนดังนี้ครับ 
1.ถอดหนังอันเก่าออก 
2.ทำความสะอาดภายในกลองด้านใน ด้วยการเช็ดฝุ่น และคราบเปื้อนต่างๆออก 
3.ค่อยๆใส่หนังกลองอันใหม่ลง ให้แนบสนิทกับตัวถัง 
4.ใส่กรอบครอบหนัง 
5.ใส่น๊อตลงบนLug ใช้แค่มือหมุนก่อนนะครับ 
6.ใช้กุญแจกลองค่อยขันน๊อตให้แน่น(วิธีการขันจะพูดในช่วงต่อไป) 
7.ปรับหนังให้แน่นกระชับกับตัวถัง ระหว่างนี้อาจเกิดเสียงกร๊อบแก๊บ ซึ่งเป็นธรรมชาติของหนังที่ปรับตัวตามความตึงที่เพิ่มขึ้น 
8.การจูนเสียงให้ถูกต้อง(จะพูดในช่วงต่อไป)

การตั้งเสียงกลอง วิธีจูนเสียงกลองนั้นเหมือนกันในทุกๆใบ ไม่ว่าจะเป็นทอม สแนร์ หรือBass drum แต่สแนร์นั้นอาจมีวิธีจูนที่เป็นเอกภาพต่างหาก จะพูดต่อไปในอนาคตต่างหากครับ หนังด้านบนมีไว้ถูกตีให้เกิดเสียงด้วยการสั่น ขณะที่หนังด้านล่างช่วยให้เกิดการResonant เกิดเสียงOvertone ดังนั้นหนังด้านล่างจึงมีความสำคัญไม่น้อยกว่าด้านบนเช่นกัน ในขณะที่จูนเสียงคุณต้องใช้กุญแจปรับความตึงของหนัง หนังยิ่งตึงยิ่งให้เสียงที่สูงขึ้น การขันน๊อตไม่ควรขันเรียงลำดับกันไป และไม่ควรขันให้แน่นในทีเดียว ควรเริ่มจากตำแหน่งที่หนึ่ง แต่ไม่ใช้ขันไล่ไปทวนเข็มหรือตามเข็มนาฬิกา แต่ตัวต่อไปต้องไขในตำแหน่งตรงกันข้ามกับตัวแรกด้วยแรงบิดที่เท่ากัน แล้วทำด้วยวิธีเดียวกันไปเรื่อยๆกับน๊อตที่เหลืออยู่ จนกลับมาที่น๊อตตัวแรกค่อยขันให้แน่นขึ้น แล้วขันไปในแรงบิดที่เท่ากันจนครบทุกตัว จากนั้นค่อยๆปรับหนังให้ตึงเท่าๆกัน ไม่มีตรงไหนหย่น ลองตีแล้วแล้วให้เสียงที่ต่ำๆเท่ากัน จากนั้นค่อยๆขันน๊อตขึ้นประมาณ1/4 รอบจนได้เสียงที่ถูกใจ ในส่วนหนังด้านล่างใช้วิธีการจูนเช่นเดียวกัน แต่จะต้องสัมพันธ์กับหนังด้านบน ซึ่งอาจจูนให้ได้ระดับเสียงที่ เท่ากับ สูงกว่า หรือต่ำกว่าหนังด้านบนก็ได้ คุณต้องลองตั้งดูแล้วเลือกเสียงที่ชอบครับ เมื่อจูนเสียงได้แล้ว ก็จูนใบอื่นๆอีกให้เข้ากัน โดยทั่วไปกลองใบเล็กจะให้เสียงที่สูงกว่าใบใหญ่ คุณต้องตั้งเสียงกลองให้มีระดับเสียงที่ต่างกัน ซึ่งทอมแต่ละใบควรตั้งให้เสียงต่างกันเป็นคู่สามหรือคู่สี่ (คือเสียง โดกับมี หรือโดกับฟา) ซึ่งคุณควรทราบว่าการตั้งเสียงกลองไม่มีถูกหรือผิด มือกลองแต่ละคนมีวิธีต่างกัน การตั้งเสียงกลองที่สูงไป เสียงกลองจะไม่เป็นธรรมชาติ เสียงไม่ออก ตรงกันข้ามถ้าตั้งต่ำเกินไปเสียงจะหายไป ได้เสียงหย่อนๆยานๆ คุณจำเป็นต้องจูนให้ได้ในตำแหน่งที่ไพเราะของกลองชุดนั้นด้วยหูของคุณเอง การลดเสียงก้องของกลอง เสียงกลองเกิดจากResonant ของตัวถังและหนัง มือกลองบางคนชอบให้กลองออกเสียงก้อง ขณะที่บางคนไม่ชอบแต่ชอบเสียงแห้งๆ ถ้าต้องการแก้ปัญหาเสียงก้องควรจัดการดังนี้ 1.คลายน๊อตที่ขันหนังด้านบนลง 1/4-1/2 รอบ หรืออาจไปขันน๊อตหนังด้านล่างเพิ่มหรือลด การทำทั้งสองแบบนั้นเพื่อให้หนังด้านล่างและบนมีระดับเสียงที่ต่างกัน 2.เปลี่ยนหนังครับ ถ้าคุณใช้หนังด้านอยู่เป็นชั้นเดียวอยู่ก็เปลี่ยนไปใช้หนังสองชั้น เช่น Remo Pinstripe ถ้ายังไม่พอใจต้องการเสียงที่ก้องน้อยลงอีก ก็ไปใช้Evan Hydraulic หนังน้ำมันเลยครับ และถ้าเสียงที่ได้ยังไม่น่าพอใจอีกก็ต้องใช้เทคนิคการจูนแล้วครับดังนี้ 1.ลองใช้เทปกาวติดบนหนังด้านบนลองใช้ขนาด และตำแหน่งการติดที่ต่างๆกัน การลดเสียงก้องมากๆอาจติดเทปกาวหลายๆชั้น 2.ลองใช้กระดาษทิสชู ไม่ต้องแน่นครับลองใช้ขนาด และตำแหน่งการติดที่ต่างๆกัน 3.ใช้แผ่นจูนเสียงที่มีขายอยู่ในท้องตลาดซึ่งทำจาก Mylar ลักษณะเป็นรูปตัวโอ หรืออาจทำเองไม่ต้องซื้อโดยใช้หนังกลองเก่าตัดเป็นตัวโอ การติดบนหนังอาจติดหลายวง หรือติดทับกันหลายๆชั้น 4.ตัดแผ่นสักหลาดแล้วติดบนหนังทั้งด้านบนหรือด้านล่าง ทดลองดูทั้งสองทาง และขนาดที่ต่างๆกัน 5.กรณีBass Drum เราใช้หมอนยัดเข้าไปข้างในแต่อย่าให้หมอนติดกับหนังนะครับ ที่กล่าวไปเป็นแค่ไม่กี่วิธีในการจูน ผู้เขียนจำได้ว่าอาจารย์ที่สอนกลองคนแรกจูนเสียงกลองสแนร์Ludwig ของเค้าด้วยการใช้กระเป๋าเงินติดบนหนังซึ่งเสียงที่ได้ก็ดีด้วย สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักไว้คือการจูนเสียงเพื่อลดเสียงก้องมากไปนั้นไม่ดี เพราะเสียงมันจะเหมือนกับคุณกำลังตีโต๊ะอยู่ เสียงก้องนี่แหละทำให้เสียงกลองเป็นกลอง ดังนั้นจึงต้องให้มีเสียงก้องอยู่แต่ในจำนวนที่น้อย

การจูนเสียงสแนร์ การจูนเสียงสแนร์นั้นต่างจากการจูนเสียงทอมและBass Drum คุณต้องมีปัจจัยพิเศษอย่างหนึ่งที่ต้องพิจารณานั้นคือเจ้าเส้นสแนร์ ที่ขึงสัมผัสอยู่กับหนังด้านล่าง (ขอเรียกหนังด้านล่างและเส้นสแนร์รวมว่าSnare Headนะครับ ) โดยส่วนใหญ่คุณมักขัน Snare Head ให้ตึงกว่าด้านบน ซึ่งมันจะให้เสียงสดใส กระชับกระเฉง ลดเสียงหึ่งๆที่ไม่ต้องการลง คุณสามารถปรับเสียงสแนร์ได้จากตัวปรับสายสแนร์ โดยถ้าปรับให้สายสแนร์หย่อนไปก็จะได้เสียงที่อึกกระทึกครึกโครม ถ้าแน่นไปเสียงสแนร์ก็จะอุดอู้เสียงไม่ออก คุณต้องปรับให้พอดีอยู่ระหว่างตรงกลางครับ ลองดูเคล็ดลับในการตั้งเสียงสแนร์ตรงนี้ครับ -เสียงสแนร์ที่แบน คุณต้องปรับ Snare Head ให้หย่อนที่สุดเท่าที่ทำได้ ขณะที่หนังด้านบนต้องค่อนข้างตึง -สำหรับเสียงที่ดังเปรี้ยงปร้าง คุณต้องจูน Snare Headให้สูงกว่าหนังด้านล่าง 2-3 เสียง -สำหรับเสียงResonant สูงๆ คุณต้องตั้งหนังด้านบนและSnare Head ให้มีระดับเสียงที่เกือบจะเท่ากัน หรือจูนให้ Snare Head มีระดับเสียงที่สูงกว่าด้านบนเล็กน้อย หลังจากคุณจูนสแนร์ได้เสียงที่เพอร์เฟคแล้ว ปัญหาต่อไปที่คุณจะเจอคือเสียงการสั่นสะเทือนของ สแนร์ หรือเสียงหึ่งที่เกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดเสียงที่มีระดับเสียงเดียวกับเสียงสแนร์ของคุณ อาจเป็นจากกลองใบอื่น หรือเครื่องดนตรีชิ้นอื่นการแก้ปัญหาเสียงหึ่งมีหลายวิธีดังนี้ 1.ตั้งเสียงสแนร์ใหม่ทั้งหมด(การแก้ด้วยวิธีนี้จะเกิดปัญหาที่ตามมากับกลองใบอื่นๆในชุดอีก) 2.คลายน๊อตที่ขันหนังให้หย่อนลงทั้งด้านบนและด้านล่าง 3.ใช้ ไพ่หรือกระดาษทิสชู ใส่เข้าไประหว่างหนังด้านล่างและเส้นสแนร์ ขณะที่ไกไลด์ทั่วไปสำหรับการจูนเสียงกลองสามารถประยุกต์ใช้ได้กับทอมใบเล็กหรือใบใหญ่ แต่ยังมีประเด็นเฉพาะที่ต้องกล่าวถึงอีกดังนี้ 1.สำหรับเสียงที่แบน คุณต้องปรับ หนังด้านล่างให้หย่อนกว่าหนังด้านบน 2.สำหรับเสียงResonant สูงๆ คุณต้องตั้งหนังด้านบนและด้านล่าง ให้มีระดับเสียงที่เกือบจะเท่ากัน 3.สำหรับเสียงที่เต็มๆ ดังควรใช้หนังด้านบนเป็นหนังน้ำมันสองชั้น(Hydraulic ) 4.เพื่อให้เกิดเสียงที่ดังมากขึ้นสำหรับหนังด้านบนที่เป็นหนังน้ำมันสองชั้น(Hydraulic ) ควรใช้หนังชั้นเดียวอย่างบางเป็นหนังด้านล่าง 5.ในการลดเสียงOvertoneที่มากไปขณะที่ยังรักษาเสียงตีที่ดุดัน คุณต้องใช้หนังด้านบนเป็นหนังชั้นเดียวและใช้หนังด้านล่างแบบMuffled 6.สำหรับเสียงทอมที่เข้ม ขณะที่ยังคงให้เสียง Resonantต้องเปลี่ยนไปใช้หนังกลองประเภทสีดำทึบทั้งสองด้าน การจูน Bass Drum การเลือกใช้หนังกลองมีผลกระทบต่อเสียงที่เกิดขึ้นของกลอง ลองดูตารางข่างล่างนี้ครับเป็นรายละเอียดของเสียงBass Drum ที่จะเกิดขึ้นแยกตามหนังประเภทต่างๆดังนี้ -เสียง Bass Drum เปิด มี Resonant สูง ใช้หนังด้านที่เหยียบเป็นชั้นเดียว ไม่ต้องมีอะไรจูนที่หนัง เช่นเดียวกันกับหนังด้านหน้าเป็นชั้นเดียว และไม่ต้องมีอะไรจูนที่หนัง -เสียง Bass Drumที่ดุดัน เปิด มีเสียงOvertoneเล็กน้อย ใช้หนังด้านที่เหยียบเป็นชั้นเดียว ต้องมีการจูนที่หนัง ขณะที่หนังด้านหน้าเป็นชั้นเดียว ไม่ต้องมีอะไรจูนที่หนัง -เสียง Bass Drumที่ดุดัน เป็นจุด ไม่กระจาย มีเสียงOvertone ที่คุมได้ ใช้หนังด้านที่เหยียบเป็นชั้นเดียว ต้องมีการจูนที่หนัง เช่นเดียวกันกับหนังด้านหน้าเป็นชั้นเดียว และต้องมีการจูนที่หนัง -เสียง Bass Drumที่ดุดัน มีเสียงOvertone ที่คุมได้ ใช้หนังด้านที่เหยียบเป็นชั้นเดียว ต้องมีการจูนที่หนัง ขณะที่หนังด้านหน้าใช้เป็นหนัง 2 ชั้น -เสียงกระแทกๆ เป็นจุด ไม่มีเสียงOvertone ใช้หนังด้านที่เหยียบเป็นหนัง 2 ชั้น หรือเป็นหนัง Hydraulic ขณะที่หนังด้านหน้าใช้เป็นหนัง 2 ชั้น นอกจากนี้ยังมีประเด็นเพิ่มเติม ในการจูนเสียง Bass Drumดังนี้ -.ในการจูนให้เกิดระดับเสียงที่สูง ก็จะให้เสียงกลองที่กระแทกๆมากขึ้น - สำหรับเสียงกระแทกที่มากยิ่งขึ้น จูนหนังด้านหน้าให้ตึงกว่าหนังด้านที่เหยียบ - สำหรับเสียงกลองที่ใหญ่ๆ จูนหนังด้านหน้าให้หย่อนมากที่สุดแต่ไม่ถึงขนาดเป็นเสียงแฟล๊บๆ - ถ้าจะลดเสียงOvertone ให้ใส่ ผ้าห่มหรือหมอนเข้าไปในกลอง หรือโดยการติดเทปสักหลาด ตรงกลางของหนังด้านที่เหยียบ - การเจาะรูตรงหนังด้านหน้าเพื่อลดเสียงก้อง ต้องมั่นใจว่ารูดังกล่าวต้องไม่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางและเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 8 นิ้ว - การทำให้เกิดเสียง Resonant ที่มากขึ้นโดยการปรับเดือยที่ Bass Drum ให้กลองยกสูงจากพื้นมากที่สุด จากที่กล่าวไปทั้งหมดเป็นแนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุด แต่การจูนเสียงกลองนั้นเป็นศิลปะมากกว่าวิทยาศาสตร์ ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องทำคือต้องลองจูนในส่วนผสมที่ต่างๆกัน จากนั้นเลือกส่วนผสมที่ให้เสียงที่ดีที่สุดสำหรับสไตล์เพลงของคุณ หรือดีที่สุดในสถานะการณ์ขณะนั้น

Dynamic



ผมคิดว่าปัจจัยพื้นฐานหนึ่งที่มือกลองทำหายไปคือ Dynamic มือกลองมือใหม่โดยเฉพาะวัยรุ่นส่วนใหญ่มักตีกลองด้วยความดัง Dynamic
อาจหมายถึงการเล่นด้วยความดัง หรือนุ่มนวล หรือทุกๆระดับของความดังหรือนิ่มนวล??????? 
ผมอยากแนะนำว่าให้คุณ ลองเลือกเพลงที่คุณโปรดปรานขึ้นมาหลายๆเพลง จัดอันดับความชอบไว้ แล้วลองนั่งฟังให้ลึกซึ้ง จับอารมณ์เพลง 
และDynamic ที่ช่วยให้เพลงนั้นไพเราะ จากนั้นลองนำไปลองใช้เล่นกับวงของคุณดู เพลงที่มีDynamic ดีๆมีอยู่เยอะมาก 
ถ้านึกไม่ออก ลองฟังเพลง Bohemian Rhapsody ของวง QUEEN มือกลองคือ Roger Taylor 
,Stairway To Heaven ของวงLed Zeppelin มือกลองคือJohn Bonham เคล็ดลับอย่างนึง
 ลองสังเกตคนที่เต้นรำตามเพลงที่คุณเล่น เมื่อคุณ เพิ่มหรือลดความดังของเพลง คุณจะเห็นว่าการเต้นของผู้ฟังนั้นต่างกันDynamic 
จะช่วยทำให้เพลงรู้สึกตื่นเต้น เอาชนะใจผู้ฟังเพลงได้ การใช้Dynamic ที่ดีช่วยให้วงที่เล่นเพลงนั้นดูเป็นมืออาชีพ การเล่นดนตรีที่ไม่มีDynamic 
เหมือนการกินอาหารที่จืดฉืด ดังนั้นจึงควรทำให้เพลงนั้นๆมีชีวิตชีว่าไม่น่าเบื่อ ด้วยการเติมรสชาดของเพลงด้วยDynamic อย่าลืมนะครับ


คำอธิบายอีกครั้งหนึ่งคือ Dynamic คือความสามารถที่จะเล่นดนตรีในแต่ละระดับเสียงในแต่ละGroove ในการ Fill in หรือSolo ในสัดส่วนต่างของบทเพลงที่ผลักดันจากอารมณ์ของเรา เมื่อคุณรู้สึกว่ายังขาดความสามารถในส่วนนี้ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงเพื่อความก้าวหน้า คุณควรกลับไปฟังเทปอัดเสียงการฝึกหัดของคุณ แล้วไปเปรียบเทียบกับผลงานของมือกลองชั้นแนวหน้า เพื่อศึกษาถึงความแตกต่าง แม้ว่าเราจะเล่นโน้ต เหมือนกันแต่มันไม่เหมือนกันแน่ อะไรทำให้เกิดความแตกต่างเช่นนั้น และหลังไปฟังผลงานของDeve Weck จะพบว่าDave นั้นเกือบที่จะพูดได้ด้วยเสียงกลอง เค้าสามารถถ่ายทอดอารมณ์ ออกมาจากกลองของเค้า และเมื่อลองเปรียบเทียบให้ชัดขึ้น ลองนึกถึงการพูดในที่สาธารณะ อะไรที่ทำให้ผู้ฟังอยากหลับ คำตอบคืออารมณ์ที่ผู้พูดใช้ และความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้ฟังตั้งใจฟัง ไม่หลับติดตามฟังทุกคำพูด Dave พูดได้อย่างมั่นคงในช่วงที่สำคัญ พุดอย่างนุ่มนวลในตอนเศร้า พูดอย่างดังเมื่อตอนโกรธ และพูดเกือบจะกระซิบได้ในช่วงที่แอบนินทา ทุกสิ่งที่กล่าวถึงคือDynamic ซึ่งผลักดันจากอารมณ์ที่เค้ารู้สึก จากสิ่งที่คิดและแสดงออก สิ่งที่เค้าคิดนั้นสามารถแสดงออกมาได้ง่ายเพราะ ความสามารถในการสั่งและมีความมั่นใจ ในคำที่จะพูด (แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับการตีกลอง) คือตอนนี้คุณมีความสามารถในการสั่งและมีความมั่นใจในคำที่จะพูดตอนตีกลอง คุณทำได้รึยังรึยังครับ ถ้าตอนนี้ทำได้อย่างนั้นแล้ว ถึงตอนที่คุณต้องใส่คำว่าอารมณ์เข้าไปในการตีกลองแล้ว ผมพูดคำว่าอารมณ์นะ ไม่ใช่ Dynamic เพราะว่าเมื่อคุณใส่อารมณ์ลงไป Dynamic ก็จะตามมาเองครับ ถึงตอนนี้คำสั่งเพื่อให้เกิดคำพูดมีความสำคัญแล้วครับ คุณควรที่จะสามารถใช้คำพูดของคุณไปในสัดส่วนต่างๆของบทเพลงที่เล่น ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงรู้ว่าจะพูดอะไร แต่ต้องสามารถพูดได้อย่างกลมกลืน กลับไปเรื่องการพูดในที่สาธารณะ ถ้าสามรถพูดได้อย่างจับใจคนฟัง แต่พูดเนือ้หาผิดหรือออกเสียงผิด ซึ่งจุดนี้จะทำให้ผู้ฟังจดจำได้ เหมือนกับการเล่นดนตรี ที่ต้องเล่นได้หนักแน่น นุ่มนวล ดัง หรือกระซิบ ซึ่งผมกำลังพูดว่า Dynamic นั้นฝึกฝนได้ คือสามารถเล่นได้หลากหลายระดับของเสียง ขั้นต่อไปคือใส่อารมณ์เข้าไปอย่างเหมาะสมกับอารมณ์ของเพลง การเล่นด้วยอารมณ์นั้นฝึกฝนได้หรือไม่ ผมว่าคุณทำได้ แต่มันไม่ง่าย มันเกี่ยวข้องกับว่าคุณคิดอะไรอยู่ตอนที่เล่นเพลง ถ้าคุณคิดว่าบทเพลงนั้นกำลังทำให้คุณมีอารมณ์ความรู้สึกและคุณก็กำลังถ่ายทอดอารมณ์นั้น มันคือสิ่งที่ถูกต้อง เหมือนกับว่าคุณมีคำสั่งใน คำพูดของคุณ โดยไม่ต้องคิดว่าจะพูดอะไร คือเป็นอำนาจของอารมณ์ที่จะเป็นตัวตัดสินว่าคุณจะเล่นอย่างไร อย่าเล่นเพลงเพราะคุณเล่นได้ ...แต่ให้เล่นเพราะคุณมีอารมณ์ความรู้สึกกับเพลง อย่าใช้ความคิด ให้ใช้แค่ความรู้สึก ครับ…………. ยิ่งฝึกฝนมากเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ขอให้สนุกกับการฝึกฝนครับ



โน๊ตกลอง



จากภาพแสดงค่าของจังหวะในโนตแต่ละตัว เริ่มจาก โน๊ตตัวกลม ตัวขาว ตัวดำ เข็จ1ชั้น และเขบ็จ 2 ชั้นตามลำดับ 
ส่วนวิธีการนับ โน๊ตตัวดำนั้น เป็นตัวที่ใช้กำหนดความเร็วของเพลง เช่น ตัวดำเท่ากับ 60 หมายถึง ใน1นาที มี 60 Beat
หรือ 60 ตัวดำ เข็จ1ชั้น นั้นคือแบ่งตัวดำเป็น 2 จังหวะให้นับเป็น 1 and 2 and 3 and 4 and 
และเขบ็จ 2 ชั้น คือแบ่งเขบ็จ 1 ชั้นไปอีกเท่าตัวคือให้นับเป็น 
1 eh and ah 2eh and ah 3 eh and ah 4 eh and ah 
ดังนั้น ถ้าใน1นาที มี 60 Beat หรือ 60 ตัวดำ จะมีโน๊ตเข็จ1ชั้น120 ตัว มีเขบ็จ 2 ชั้น 240 ตัว


จากรูปเป็นสัญลักษณ์ ที่แสดงตำแหน่งบนกลองแต่ละตำแหน่ง แต่ที่สำคัญคงดูที่แสนร์ BD และ Hi-hat เป็นหลักครับ เพราะจะมีผลต่อการเดินทางของจังหวะแต่ละจังหวะของคุณ


โน๊ตนอกเหนือจากนี้จะมีโน๊ต 3 พยางค์(Triplet )6 พยางค์ วิธีการนับถือกรณีแรก ให้นับในใจว่า 1 eh ah 2 eh ah 3eh ah 4 eh ah ซึงในเริ่มต้นควรตีด้วย Single Stroke คือสลับมือซ้าย ขวา ปกติ สังเกตุว่า ถ้าเริ่มด้วยมือขวา ในจังหวะตกที่ 1 2 3 4 และ1 มือของเราจะสลับกัน คือ (1.R)LR(2L)RL(3R)LR(4L)RL(1R) เวลาฝึกควรใช้เท้าขวานับ1 3 และเท้าซ้ายนับจังหวะ 2 กับ 4 ไปด้วยครับ 6 พยางค์ นั้นก็คือการแบ่ง 3พยางค์เป็นเท่า ตัวอย่างเช่นTempo 80 BPM การเล่น โน๊ต 6 พยางค์ คือการตี 3พยางค์ ที่ BPM 160B PM ครับ ดังนั้น Tempo 80 BPM ผมจะเล่น 6พยางค์ 1ห้องเต็ม ก็เท่ากับ 24 Beat ถัดจากนั้นวิธีการตีนอกจากSingle Stroke แล้วคุณควรฝึกให้ตีได้ แบบ Double Stroke ด้วยครับ คือ (1.R)RL(2L)RR(3L)LR(4R)LL(1R) และในขั้นที่ยากขึ้นไปอีก คือเขบ็จ 3 ชั้น(32 Note) คือเป็นโน๊ตที่เป็นขั้นกว่าของเขบ็จ 2 ชั้น อธิบายง่ายขึ้นคือในจังหวะ4/4 หนึ่งห้อง4 จังหวะเราจะมีโน๊ตเขบ็จ 2ชั้น เท่ากับ 16 บีท ถ้าเป็นเขบ็จ 3 ชั้นจะมี ทั้งหมด 32 บีท โน๊ต 5พยางค์ การเล่นสัดส่วน 5 พยางค์(Quintuplet) วันนี้ขอพูดถึงสัดส่วน 5 พยางค์ที่จริงๆแล้วผมยังไม่เคยได้ยิน หรือรู้มาก่อนเลยว่าเค้าใช้สัดส่วนนี้ด้วยเหรอ ในเพลง แต่คิดว่า มันก็ไม่แปลก ซึ่งอาจทำให้ได้เสียงที่ขัดหูมากขึ้นกว่า 3 พยางค์ที่เราเคยได้ยิน ยังไม่มีวิธีการนับสัดส่วน 5 พยางค์อย่างเป็นทางการซึ่งมีวิธีการนับ สองแบบ คือนับตรงๆจาก1-5 เหมือนเพลงที่มีสัดส่วน 5/16 (เพลงบ้านเราไม่มีแน่) นับอย่างนี้ครับ 1 2 3 4 52 2 34532 3 4 54 2 3 4 5 อีกวิธีนับแบบพวกอินเดียนแดง โดยออกเสียงในใจและต้องไม่ให้เหมือนเรานับตอน เขบ๊จสองชั้นหรือ3พยางค์ คือนับ 1 Ta Ka Ta Ke Tuh 2 Ta Ka Ta Ke Tuh 3 Ta Ka Ta Ke Tuh 4Ta Ka Ta Ke Tuh ใครเคยเห็นเพลงบ้านเราที่มีFill in นี้ช่วยบอกผมหน่อยครับ ผมยากฟังเหมือนกัน

รวมจังหวะพื้นฐาน



เพลงPop บ้านเราคงเน้นการใช้จังหวะ Soul ที่มีรูแบบต่างๆกันไปผมรวบรวมจังหวะที่เห็นบ่อย 
เพื่อให้คุณได้ฝึกฝนเพื่อนำไปเล่นกับเพลงโปรดของคุณต่อไป ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อคุ้นเคยกับรูปแบบตามนี้แล้ว 
จะทำให้คุณFirst Sign โน๊ตได้เร็วขึ้นเมื่อต้องไปเจอกับโน๊ตเพลงครั้งแรกบนเวทีครับ


ผมสรุปจังหวะที่ยังใช้กันอยู่ในจังหวะลีลาศ ที่ยังคงใช้กันอยู่ ดูๆแล้วอาจล้าสมัย แต่จริงๆแล้ว มันอาจถูกประยุกต์ ให้ทันสมัยขึ้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับพวกเราที่จะสร้างสรรค์ขึ้นมาครับ แต่Originalมันคือรูปแบบอย่างนี้ ลองปฎิบัติดูครับ



แบบฝึกมือที่อ่อนแอ



แบบฝึกนี้เป็นของคนที่ถนัดขวา มือซ้ายไม่ค่อยถนัด แต่สำหรับคนที่ถนัดซ้ายอยู่แล้ว ก็ใช้วิธีกลับมือที่ใช้ในแบบฝึกหัดนี้นะครับ 
แล้วอย่าลืมว่าเริ่มจากช้าๆก่อน เล่นได้ถูกต้องแล้วค่อยเพิ่มความเร็วครับ

Paradidle



 
อธิบายให้เข้าใจง่ายๆว่า Para คือ Single Stroke ส่วน didle คือ Double Stroke ดังนั้น 
1.Single Paradidle ก็คือ R L R R L R L L 
ซึ่งเหมาะกับพวก Subdivition 2 4 8 16 32 เพราะหารลงตัว 
2.Double Paradidle คือ Para Para didle นั่นเอง ก็คือ
 R L R L R R L R L R L L 
ซึ่งเหมาะกับพวก Subdivition 12 24 พวก 16 note Triplet (6 พยางค์) เพราะหารลงตัว 
3.Triple Paradidle ก็คือ Para Para Para didle ก็คือ 
R L R L R L R R L R L R L R L L ซึ่งเหมาะกับพวก Subdivition 2 4 8 16 32 
เพราะหารลงตัว เวลาใช้ต้องวางแผนให้ดีด้วย 
4. Paradidle-didle ก็คือ Para didle didle R L R R L L R L R R L L 
เหมาะกับพวก Subdivition 12 24 พวก 16 note Triplet (6 พยางค์) เพราะหารลงตัว 







Power Samba



  
เริ่มต้นของเพาเวอร์แซมบ้า เราต้องเริ่มจากเบสิคจังหวะSamba 
กับการเล่นที่เรียกว่าจังหวะแบ่ง รูปแบบดังในรูปครับ ค่อยฝึกจากแพทเทร์นที่1 – 3 นะครับ 
เริ่มจากช้าๆก่อนเพื่อให้มั่นใจว่าคุณตีได้แล้ว จาก แพทเทอร์นที่ 3 เห็นได้ว่าเราเพิ่มมือขวาที่ Floor Tomในจังหวะ &2 
และ&4 ซึ่งเสียงฟังดูเหมือนจังหวะของคนป่า จากแพทเทร์นเบสิคนี้เห็นได้ว่ามือซ้ายคุณยังว่างรู้สึกไหม 
ดังนั้นจึงต้องใช้มือที่เหลือโซโลที่ Snare ด้วยครับ ด้วยการเติมเขบ็จสองชั้นลงไปดังนี้ครับ


เพิ่มเขบ็จสองชั้น 2 ตัวแรกบนแสนร์ในทุกจังหวะ เพิ่มเขบ็จสองชั้น 2 ตัวท้ายนทุกจังหวะ หลังจากนั้นคุณควรเริ่มโซโลอย่างอิสระ ถึงขั้นนี้แล้วจะทำให้คุณเริ่มซึมซับเพลงที่เล่นไว้ในใจ ปล่อยให้มือและเท้าทำหน้าที่ของมันไป เริ่มจากรูปแบบนี้ครับ


สุดท้ายเราจะมาถึงจุดที่เป็นอิสระ เริ่มโซโลแบบอิสระบนกลองของคุณอย่างเร้าใจ ซึ่งรูปแบบที่ประยุกต์ไปอีก คุณอาจเล่นแบบนี้ ความสวยงามของจังหวะนี้นั้นคือมันเหมือนกับการไม่สิ้นสุด เพราะว่าเมื่อคุณเล่นถึงห้องสุดท้าย คุณก็เต้องกลับไปที่จุดเริ่มต้นใหม่และกลับไปในรูปแบบเดิม หากต้องการประยุกต์ไปในมือกลอง ที่ใช้Double Bass Drum สามารถเล่นตามรูปแบบสุดท้ายในรูปข้างบนนี้ครับ

แบบฝึก 2 กระเดื่อง



  
แบบฝึกนี้ ให้ลองฝึกเล่นที่ละห้อง จนคล่องแล้ว ควรจะสามารถเล่นต่อๆกันได้จากต้นจนจบ และการฝึกควรเริ่มจากช้าๆก่อน 
Tempo ประมาณ 80 ิbpm แล้วค่อยปรับความเร็วจนไปถึง 160 bpm หรือมากกว่านะครับ